ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานการสร้างโลกและน้ำท่วมโลก ของคริสเตียน  (อ่าน 1725 ครั้ง)

ออนไลน์ เลิศชาย ปานมุข

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3261

        ความรู้เกี่ยวกับตำนานที่ว่าด้วยการสร้างจักรวาลและโลก จะพบได้ทั่วไปไม่เพียงแต่ในชาติที่มีอารยธรรมเท่านั้น ส่วนมากจะเริ่มต้นด้วยการสร้างธรรมชาติก่อน แล้วจึงตามมาด้วยการสร้างเทพเจ้าและมนุษย์ ในปัจจุบันโลกยังเล่าขานตำนานการสร้างโลกและมนุษย์ ในปัจจุบันโลกยังเล่าขานตำนานการสร้างโลกและมนุษย์ตามความเชื่อของชนชาติต่าง ๆ

การสร้างโลกตามตำนานคริสเตียน

        พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของคริสเตียนแบ่งเป็น พระคัมภีร์เก่า (Old Testament) และ พระคัมภีร์ใหม่ (New Testament) พระคัมภีร์เก่าว่าด้วยการสร้างโลกกำเนิดของมนุษยชาติ ประวัติความเป็นมาของชนชาติอิสราเอล จนกระทั่งถึงการเกิดและการตายของพระเยซู ซึ่งเป็นศาสดาของศาลนาคริสต์

        การสร้างโลกตำนานที่ ๑ นั้นมาจากพระคัมภีร์เก่าซึ่งได้รับอิทธิพลจากศาสนายิว ซึ่งระบุว่าพระเจ้าสร้างโลกใน ๖ วัน การสร้างโลกเป็นไปอย่างมีระเบียบ เริ่มต้นจากความสับสนไร้รูปร่าง (Chaos) และท้องฟ้าและแผ่นดิน ทะเล พันธุ์พืชและต้นไม้ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ปลา และนก สัตว์บกและสัตว์เลื้อยคลาน ที่สุดจึงมาถึงมนุษย์โดยที่พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นให้มีรูปลักษณ์ตามแบบของพระองค์ร่างกายสร้างจากธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ให้มนุษย์มีจิตวิญญาณซึ่งประกอบด้วยสัมผัสทั้ง ๕ โดยมีสติปัญญาเป็นเครื่องควบคุม มนุษย์ที่เรียกว่า Heavenly Man นี้เป็นต้นแบบของมนุษย์ทั้งหลายไม่ใช่หญิงทั้งชาย ประกอบด้วยธรรมชาติที่สูงส่งไม่เสื่อมโทรมและเป็นอมตะ อดัม (Adam) ซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกยิ่งใหญ่กว่าลูกหลานของเขาทั้งในด้านความสง่างามและขนาดร่างกาย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน มีอำนาจพิเศษในการรับรู้ สามารถสนทนากับเทวดาบนสวรรค์ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องตายเพราะเกิดมาเป็นมนุษย์

        การสร้างโลกตำนานที่ ๒ มาจากการที่พระเจ้าสร้างแผ่นดินและท้องฟ้า พื้นดินนั้นแห้งผากไม่มีหญิงขึ้นสักใบ แต่มีละอองไอพุ่งขึ้นมาจากข้างใต้ทำให้ดินอ่อนนุ่มก่อนที่พระเจ้าจะทรงสร้างมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างแรกจากดินโคลนซึ่งกลายเป็นธุลีดินแล้วประทานชีวิตให้แก่มนุษย์นี้โดยเป่าลมหายใจของพระองค์เองเข้าไปในรูจมูกของเขา แล้วพระเจ้าจึงสร้างส่วนผลไม้และมอบให้อดัมเป็นผู้ตั้งชื่อให้ทุกตัวแต่ไม่มีสัตว์ตัวใดสามารถช่วยเขาทำสวนได้ พระเจ้าจึงสร้างผู้ช่วยให้อดัมโดยดึงซี่โครงออกมาจากตัวเขา ๑ ซี่ ขณะที่เขานอนหลับอยู่ สร้างเป็นมนุษย์ผู้หญิง คือ อีฟ (Eve) ขึ้นมา สวนซึ่งชื่อว่า อีเด็น (Eden) นี้เป็นอาณาจักรของมนุษย์คู่แรกของโลก ซึ่งเขามีอิสระที่จะเลือกกินผลไม้จากต้นใดก็ได้ทุกต้นในสวนยกเว้นต้นเดียวคือ ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว หรือ The Tree of the Knowledge of Good and Evil เพราะถ้าทำเช่นนั้นก็เท่ากับจะทำตัวเป็นพระเจ้าเสียเองอดัมกับอีฟอาศัยอยู่ในสวนอีเด็นซึ่งเปรียบเหมือนสวรรค์บนพื้นพิภพอย่างมีความสุข จนกระทั่งอีฟไปเชื่อซาตานที่แปลงตัวเป็นงูหรือ Serpent มาล่อลวงให้กินผลไม้ต้องห้าม และยังชักชวนให้อดัมกินด้วยการขัดคำสั่งพระเจ้า ทั้งสองจึงถูกขับออกจากสวนอีเด็นไปอยู่ในโลก ต้องทำงานด้วยความเหนื่อยยากและทำให้มนุษย์ซึ่งเป็นลูกหลานของเขาต้องมีบาปกำเนิดอันมีที่มาจากบาปของบรรพบุรุษคู่แรกติดตัวมา

น้ำท่วมโลก

        เมื่อมีการสร้างโลกก็มีการทำลายล้างโลกควบคู่กันไป ความเชื่อนี้แทบทุกชาติในโลกมีตำนานกล่าวถึง เนื่องจากมีภัยธรรมชาติในรูปของน้ำท่วมใหญ่

        หลังจากอดัมและอีฟถูกขับจากสวนอีเด็นมาอยู่ในโลก ได้มีลูกหลานสืบทอดกันมา ภายหลังมนุษย์มีความชั่วร้ายขึ้นทุกที พระเจ้าจึงทรงบันดาลให้ฝนตก ๔๐ วัน ๔๐ คืน ทำให้เกิดน้ำท่วมโลก มนุษย์ในโลกจมน้ำตายหมด ยกเว้น โนอาร์ (Noah) ซึ่งเป็นคนดีและได้รับการเตือนล่วงหน้าจากพระเจ้าให้สร้างเรือ (Ark) เตรียมไว้ เมื่อน้ำท่วมโนอาร์และครอบครัวจึงนำอาหารและสัตว์ทุกชนิดอย่างละคู่ลงไปในเรือ ซึ่งลอยไปติดที่ยอดเขาอารารัต (Ararat) เมื่อน้ำลดโนอาร์ก็ออกจากเรือและสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไปและพระเจ้าก็ให้สัญญาว่าจะไม่ให้น้ำท่วมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก โดยมีสายรุ้งเป็นประจักษ์พยาน

        จากบาปของบรรพบุรุษคู่แรกของมนุษย์คือ อดัมและอีฟ ทำให้มนุษย์ทุกคนเกิดมาในโลกโดยมีบาปที่เรียกว่า บาปกำเนิด (Original Sin) ติดตัวมาด้วยแม้จะเป็นทารกแรกเกิดก็ตาม ดังนั้นจึงต้องมีการทำพิธีรับศีลล้างบาป (Baptism) ให้แก่ทารกเพื่อให้บาปนี้หมดไป เมื่อเด็กโตขึ้นทำบาปอีกในนิกายคาทอริกมีการสารภาพบาป และพระจะปลดเปลื้องบาปให้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบาปนั้นจะถูกชำระหมดไป ในความเชื่อของคริสต์ศาสนิกชนผู้ที่ทำความดีเมื่อตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ ผู้ที่ทำบาปจะตกนรก ส่วนผู้ที่บาปกรรมยังไม่รุนแรงนักจะต้องไปชดใช้กรรมในไฟชำระ (Purgatory) ก่อนพระเยซูคริสต์ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์และยอมสละพระชนม์ชีพถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์เปรียบเสมือนอดัมที่ ๒ ทำให้มนุษย์มีโอกาสได้ไปสวรรค์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงวันสิ้นโลกที่เรียกว่า Doomsday หรือ Judgment Day พระเยซูจะทำการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่เรียกว่า Last Judgment มนุษย์ทุกคนจะฟื้นคืนขึ้นมาทั้งร่างกายและวิญญาณคนบาปจะถูกตัดสินให้ไปนรกและคนทำดีจะได้รับรางวัลให้ไปสู่สวรรค์ชั่วนิจนิรันดร์ ไม่มีไฟชำระอีกต่อไป ไม่มีการสร้างโลกขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

หนังสือสกุลไทย ปีที่ ๕๔ ฉบับที่ ๒๗๘๐
ประจำวันอังคารที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑
ห้องสมุดสกุลไทย ความเชื่อ หน้า ๑๓๔ - ๑๓๕


ที่มา  :  http://www.thaienv.com/content/view/609/39/