ผู้เขียน หัวข้อ: ความเป็นมนุษย์ที่แท้ บนวิถีแห่งความรัก  (อ่าน 1202 ครั้ง)

ออฟไลน์ เลิศชาย ปานมุข

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3073
ความเป็นมนุษย์ที่แท้ บนวิถีแห่งความรัก

พระไพศาล วิสาโล
เนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉ.1129) รายงานพิเศษ
ภาวินี อินเทพ เรื่องและภาพ

*************************

คนเราไม่ได้อยู่ด้วยข้าวปลาอาหารเท่านั้น เราจะต้องอาศัยสิ่งอื่นด้วย และหนึ่งในบรรดาสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต ต่อความเป็นมนุษย์ของเราก็คือ ความรัก

ที่จริงแล้ว หากปราศจากความรัก แม้แต่ข้าวปลาอาหารเพื่อความอยู่รอด ก็คงจะเกิดขึ้นได้ยาก มนุษย์เราไม่เพียงแต่ต้องการความอยู่รอดเพื่อการดำรงชีวิตเท่านั้น แต่ว่ายังต้องการความสุขและความเจริญงอกงาม

ความรักนั้นทำให้ความเป็นมนุษย์เกิดขึ้นได้ เป็นไปได้และเจริญงอกงาม ถ้าปราศจากความรักแล้ว กล่าวได้ว่า ความเป็นมนุษย์ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยซ้ำ

อานุภาพของความรักจะเห็นได้ชัดก็ต่อเมื่อ เรานึกถึงความรักของแม่ ปราศจากความรักของแม่ แม้เราจะสามารถเกิดขึ้นมาได้ในโลกนี้ แต่ก็ไม่สามารถจะอยู่รอดได้ หลายชีวิตหลายคนปฏิสนธิขึ้นมา อาจจะไม่ใช่เพราะความรักของพ่อแม่ แต่เมื่อปฏิสนธิและเมื่อได้ลืมตามาดูโลกแล้ว ความรักของแม่เป็นพลังสำคัญที่ทำให้อยู่รอดได้

เมื่อเราได้ลืมตาดูโลก เราไม่สามารถจะรับอาหารอื่นใดได้เลย นอกจากน้ำนมของแม่ ถ้าปราศจากน้ำนมของแม่แล้ว แม้เพียงแค่จะมีชีวิตให้อยู่รอดก็เป็นไปได้ยาก ความรัก ไม่ได้เพียงช่วยทำให้เรามีชีวิตอยู่รอดและเติบโตเท่านั้น นอกจากกายจะเติบใหญ่แล้ว ใจของเรางอกงามได้ ก็เพราะความรักของแม่ทำให้จิตใจของเราได้รับการเติมเต็ม ใจที่ปราศจากความรัก ใจที่ไม่ได้รับความรักซึ่งมีจุดตั้งต้นจากแม่ ย่อมเป็นใจที่พร่อง ที่ขาด และต้องการได้รับการเติมเต็ม

ความรักของแม่ยังปลุกพลังบวกในใจเรา คนเราทุกคนล้วนแล้วแต่มีพลังบวกอยู่ในใจ เช่น คุณธรรม ความใฝ่ดี อาตมาเชื่อว่า คุณสมบัติดังกล่าว เกิดขึ้นมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์ แต่ว่าคุณสมบัติดังกล่าวไม่สามารถที่จะมีพลังได้ หากปราศจากการปลุกกระตุ้นด้วยความรัก และความรักของคนที่สามารถจะกระตุ้นพลังบวกในใจเราให้มีอานุภาพอย่างยิ่ง ก็คือ ความรักของแม่

เมื่อใดก็ตามที่เราขาดความรัก ใจเราย่อมรู้สึกขาดพร่อง โหยหา และเป็นทุกข์ มีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับความรักจากแม่ หลายคนกำพร้าพ่อ หลายคนกำพร้าแม่ และหากไม่ได้รับความรักจากคนที่เป็นตัวแทนของแม่แล้ว ก็เชื่อได้เลยว่า เขาจะรู้สึกโหยหา อาจจะเป็นความโหยหาที่สืบเนื่องมาทั้งชีวิตหรือตลอดชีวิต จะคอยเรียกร้องความรักอย่างไม่มีวันหยุดหย่อน คนเหล่านั้น ถ้าหากว่าเราสืบสาวไปจะพบว่า จุดเริ่มต้นคือ การไม่ได้รับความรักของแม่ มันทำให้เกิดบาดแผล ทำให้จิตใจต้องการการเยียวยา และหากไม่มีบุคคลใดที่จะมาเป็นผู้แทนหรือตัวแทนของแม่แล้ว ก็จะนำไปสู่ความโหยหาอย่างไม่สิ้นสุด แม้กระทั่งในวัยชรา

เมื่อขาดความรักที่มีจุดเริ่มต้นจากแม่ คนเราย่อมเป็นทุกข์ เป็นทุกข์เพราะความโหยหา เป็นทุกข์เพราะความรู้สึกพร่องหรือเป็นทุกข์ เพราะรู้สึกตนเองไม่มีคุณค่าเพียงพอที่จะได้รับความรักจากแม่ ก็จะโบยตีซ้ำเติมตัวเอง หลายคนมีบาดแผลเมื่อพบว่าแม่ได้ทิ้งเขาไป อาจทิ้งเพราะเหตุจำเป็น หรือทิ้งเพราะว่าความตายได้พรากไป แต่สำหรับเด็กที่ปราศจากความรักของแม่แล้ว จะรู้สึกเสมอว่า เป็นเพราะเขาไม่มีคุณค่าเพียงพอที่แม่จะอยู่เพื่อรักเขา คนที่รู้สึกเช่นนี้ย่อมมีความทุกข์อย่างยิ่ง และต้องใช้เวลานานกว่าที่จะก้าวข้ามบาดแผล หรือสามารถที่จะกลับมามองเห็นคุณค่าตัวเอง

เมื่อปราศจากความรัก เราย่อมขาดพลังในการทำความดี ความใฝ่ต่ำย่อมครอบงำง่าย คนเราเมื่อเกิดมา แม้มีพลังแห่งความดีติดตัวมาแต่กำเนิด แต่พลังลบหรือพลังแห่งความใฝ่ต่ำก็มาด้วยเหมือนกัน

ใครก็ตามที่ได้รับความรักแม่เป็นจุดเริ่มต้น พลังบวกหรือพลังแห่งความดีก็จะได้รับการกระตุ้นเร้าโดยสามารถที่จะครอบงำหรือมีชัยต่อพลังที่ใฝ่ต่ำได้ แต่หากปราศจากความรักของแม่เสียแล้ว ก็เป็นการยากที่พลังความดีจะได้รับการกระตุ้นเร้า มีพลังที่จะสามารถจะต้านทานพลังแห่งความใฝ่ต่ำได้

นั่นก็หมายความว่า ในที่สุดพลังแห่งความใฝ่ต่ำก็สามารถจะครอบงำจิตใจได้ ทำให้มีพฤติกรรมที่เบ่งเบน หรือเป็นคนที่มองผู้คน มองโลกทั้งโลกด้วยความรู้สึกเป็นลบ และพร้อมที่จะทำร้าย

คนที่เป็นฆาตกรหรือผู้ที่ทำร้ายเด็กตัวเล็กๆ ล่วงละเมิดเยาวชนที่อ่อนแอกว่า คนเหล่านั้นหากสาวประวัติไปก็จะพบว่าเป็นเพราะเขาขาดความรักจากแม่ จากตัวอย่างคนซึ่งเป็นข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ไปล่วงละเมิดเด็กหญิงและฆ่าเด็กตัวเล็กๆ ซึ่งไม่รู้ว่ากี่คนแล้ว จุดเริ่มต้นอาจเป็นเพราะเขาไม่ได้รับความรักจากแม่ตั้งแต่เล็ก เพราะเป็นเด็กกำพร้า

ความรักของแม่ทำให้ความดีในใจของเรางอกงามและทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราเบ่งบาน ประดุจดอกบัวที่เบ่งบานยามต้องแสงอรุณ เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเมื่อแม่ได้มอบความรักกับเรา ใจเราย่อมสัมผัสได้ถึงความเมตตา เราย่อมรู้ชาติแห่งเมตตาว่าซาบซึ้งเพียงไร และความซาบซึ้งนี่แหละที่สามารถปลุกเร้าบันดาลความเมตตาในใจของเราให้งอกงามขึ้นด้วยเช่นกัน

นั่นเป็นเพราะแม่เป็นแบบอย่างของความดี ความเสียสละและความสุข เราจึงเห็นคุณค่าของการเสียสละ และรู้จักที่จะทำความดี ปราศจากซึ่งแบบอย่างแห่งความดีแล้ว ยากที่ปุถุชนคนเราจะเห็นความดีมากพอที่จะมอบสิ่งนั้นให้กับผู้อื่น หรือเสียสละเพื่อคนที่ไกลจากแวดวงของเรา

แม่เป็นผู้ที่สอนให้เรารู้จักผิดชอบชั่วดี เพราะแม่อยากให้เราให้เราเป็นคนดี คำสอนของแม่ทำให้เราเกิดความรู้ผิดรู้ชอบ และความรู้ผิดรู้ชอบนั้นแหละนำไปสู่สัมมาทิฐิ เป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดการทำความดี

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า ความรักของแม่ทำให้ใจของเราได้รับการเติมเต็ม และเมื่อใจได้รับการเติมเต็มก็มีความสุข และความสุขนั้น ก็คือสิ่งที่ชะโลมใจและหล่อเลี้ยงความดีให้เจริญงอกงาม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะแม่ได้อยู่กับเรา ใกล้ชิดเรา แต่ถึงแม้ แม่จะจากไป แต่ว่าแบบอย่างการที่ท่านได้สอนได้เป็นแบบอย่างก็สามารถเตือนใจให้เราอยากทำความดี และมีกำลังที่จะเอาชนะความชั่วได้

...ความรักของแม่ช่วยทำให้เรารู้จักโลก ทำให้เราเกิดพัฒนาการทางสติปัญญา ไม่ต้องอธิบายมากกว่า ก็เห็นชัดว่า แม่เป็นครูคนแรกของเรา คนเราจะเติบโตได้ต้องมีความงอกงามทั้งอารมณ์และสติปัญญา ความงอกงามทางอารมณ์นั้น ทำให้เราใฝ่ดีและมีความสุข ขณะเดียวกันความงอกงามทางสติปัญญาทำให้เราเข้าถึงความจริงของชีวิตและโลก ซึ่งทำให้เราสามารถเกี่ยวข้องและอยู่กับโลกได้อย่างมีคุณค่า และมีความหมาย ผาสุก

ความรักไม่เพียงแต่ประเทืองอารมณ์เท่านั้น แต่สามารถหล่อเลี้ยงสติปัญญาของเราให้เจริญงอกงามได้ ความรักของแม่ทำให้ลูกเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตน ที่จริงไม่เพียงเฉพาะความรักของแม่เท่านั้น ความรักของครูก็ทำให้เราเกิดความใฝ่รู้ มีฉันทะในการเรียนรู้ และกล้าสู้สิ่งยาก ความลำบาก ความรักของแม่และครู ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกและศิษย์ กล้าที่จะสู้สิ่งยาก ไม่กลัวความยากลำบาก และถูกกระตุ้นเร้าให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง

ความรักของแม่นั้นในฐานะของความเป็นครู ไม่เพียงแต่ให้คำแนะนำสั่งสอน แต่ยังให้แรงบันดาลใจ มีคำกล่าวว่า 'ครูธรรมดานั้นแค่สอน ครูที่ดีสาธิต ส่วนครูที่ดีที่สุดให้แรงบันดาลใจ'

อาตมาเชื่อว่าหลายคนได้พบแรงบันดาลใจในการที่จะเรียนรู้จากแม่ และจากครู แรงบันดาลใจจะเกิดขึ้นก็เพราะความรัก ทั้งต่อวิชาที่ครูสอนและต่อตัวเด็กเองที่เป็นผู้เรียน หลายคนกลายเป็นครูที่มีความรักต่อศิษย์ มีความรักต่อวิชาที่ตัวเองสอนและทำให้เกิดแรงบันดาลใจใฝ่รู้ เพราะฉะนั้น ความรักและความรู้เป็นสิ่งที่คู่กันด้วย ความรักไม่เพียงเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทำความดีเท่านั้น แต่ความรักนำมาซึ่งความใฝ่รู้และการมีสติปัญญา

ความรักความเมตตาและน้ำใจของผู้คนสามารถปลุกพลังแห่งความดี และทำให้เรามีสติงอกงาม ไม่เฉพาะแต่วิชาความรู้ในโรงเรียนในหนังสือเท่านั้น แต่รวมถึงความรู้เกี่ยวกับชีวิตและโลก เด็กที่หิวโหย หากได้รับน้ำใจได้รับอาหารจากคนแปลกหน้า เขาย่อมซาบซึ้งในคุณค่าของเมตตาและย่อมมีน้ำใจต่อคนที่หิวโหยเช่นกัน ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่เคยได้รับความรักความเมตตาหรือใคร ก็ยากที่เขาจะมีความรักความเมตตาต่อคนอื่น

อันนี้คือพลังในการทำความดี และในเวลาเดียวกันก็ทำให้เขาเข้าใจเรื่องชีวิต ในเรื่องของมนุษย์ด้วยว่า มนุษย์ทุกคนย่อมมีความสุขเมื่อได้รับเมตตา นี่เป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่จำเป็นมากสำหรับการมีชีวิตอย่างมีความผาสุกและเกื้อกูลในโลก เพราะหากเราไม่ประสบสัมผัสความสุขอันเนื่องจากความรักด้วยตัวเราเอง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความเมตตาของเรานั้นสามารถจะก่อความสุขและความประทับใจแก่ผู้อื่นได้

ความดีของผู้คนนั้นสามารถจะทำให้เราได้เกิดการเรียนรู้หลายอย่าง ไม่ใช่แค่เพียงความประทับใจเท่านั้น อาตมานึกถึงคนๆ หนึ่งที่เป็นข่าวเมื่อสอง-สามเดือนก่อน แกเป็นนักปั่นจักรยานที่มีชื่อมากของอิตาลีในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ชื่อจีโน บาร์ทาลี เป็นนักปั่นจักรยานที่ประสบความสำเร็จมาก ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิวจำนวนไม่น้อยในอิตาลีในยุโรปถูกส่งไปยังค่ายนรก 6 ล้านคนตายไปในค่ายนรก แต่ก็มีชาวยิวหลายคนที่ได้รับการช่วยเหลือให้ปลอดภัย บาร์ทาลีก็เป็นคนหนึ่งที่ชวยให้ชาวยิวในอิตาลีมีที่พักพิงและสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ เขาช่วยทำพาสปอร์ตปลอมเอกสารปลอมให้ชาวยิวที่กำลังหลบซ่อนให้สามารถเดินทางไปยังประเทศที่ปลอดภัยหลายคน แต่เขาไม่เคยแพร่งพรายถึงวีรกรรมของเขาเลย แต่มีบางคนที่รู้ว่าเขาเคยทำอะไรไว้ บอกว่า เขาคือวีรชน แต่เขาปฏิเสธ เขาบอกว่า คนที่เป็นวีรชนที่แท้จริงคือ คนที่เจ็บปวดในจิตวิญญาณในหัวใจในดวงจิตเพื่อคนที่ตนรัก คนเหล่านี้คือวีรชนอย่างแท้จริง 'ผมเป็นเพียงแค่นักปั่นจักรยาน'

วีรกรรมของบาร์ทาลี และการที่เขาไม่รู้สึกเลยว่าเขาทำอะไรที่ยิ่งใหญ่นี้ อาตมาเชื่อว่ามันย่อมประทับใจในผู้คนมาก ไม่ใช่ประทับใจในความกล้าความเสียสละของเขา แต่ประทับใจในความอ่อนน้อมถ่อมตนของเขาด้วย

เรื่องราวของคนเหล่านี้สอนให้เรารู้ว่า มนุษย์ที่แท้เป็นผู้ที่มีน้ำใจ 'หัวใจเขาใหญ่' แต่ 'อัตตาเขาเล็ก' เขามีความสุขที่ได้ทำความดีแต่ไม่คิดที่จะโอ้อวด เพราะคนเราทั่วไป เวลาทำความดีมีแต่จะโอ้อวดว่าเราทำความดีอะไรบ้าง

การมีหัวใจใหญ่อัตตาเล็ก เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก ทำให้เรามีความสุขและอยู่ในโลกนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องประกาศตนถึงความยิ่งใหญ่ของเรา

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ พูดถึงเรื่อง การที่เราได้รับความรักแล้วช่วยให้ความเป็นมนุษย์ของเราเจริญงอกงามอย่างไรบ้าง แต่ในอีกด้านหนึ่งไม่เพียงแต่การได้รับความรักเท่านั้น การให้ความรัก ความมีน้ำใจ การเสียสละ ก็ช่วยพัฒนาความเป็นมนุษย์ของเราให้สมบูรณ์ได้ด้วย  

คนที่อัตตาเล็กหัวใจใหญ่ย่อมเสียสละชนิดที่เอาชีวิตเข้าแลกก็ว่าได้ แต่อีกด้านหนึ่งการเสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นก็ช่วยทำให้อัตตาของเราเล็กลง หัวใจใหญ่ขึ้น และจิตใจงอกงาม การเสียสละ การที่ทำ การช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ไม่ได้เป็นประโชน์ต่อคนอื่นเท่านั้น แต่เป็นประโยชน์แก่ตัวเราด้วย

มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุ 14 ชื่อน้องด้าย เป็นอาสาสมัครช่วยเด็กที่บ้านปากเกร็ด ซึ่งบ้านที่มีเด็กถูกทิ้งตั้งแต่สามเดือนถึงเก้าขวบ หรือบางทีพ่อแม่ไม่ได้ทิ้งแต่ไม่มีกำลังเลี้ยงก็มามอบให้บ้านปากเกร็ด พอต้องการจิตอาสา น้องด้ายก็ไปเป็นอาสาสมัคร หลังจากน้องด้ายไปเป็นอาสาสมัครพักใหญ่ แม่น้องด้ายก็พบกับความเปลี่ยนแปลงคือ เธอนิ่ง สุขุม และรับฟังคนอื่นมากขึ้น รวมทั้งแม่ด้วย ความเปลี่ยนแปลงเกิดจากการที่เธอได้ไปดูแลเด็ก

เช่นเดียวกับชายวัย 30 ชื่อโป่ง ก็ไปเป็นจิตอาสาบ้านปากเกร็ดเช่นเดียวกัน เขาก็ค้นพบเช่นเดียวกันว่า หลังจากไปดูแลเด็กแล้ว แทบไม่กี่เดือน พบว่าตัวเองใจเย็นขึ้น และยังส่งผลถึงคนอื่นด้วย พบว่าการพูดจารื่นหูกับลูกน้องไม่ใช่เรื่องต้องฝืนอีกต่อไป เขาอธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองว่า เมื่อเราดูแลใส่ใจเด็ก เราจะอ่อนโยนไปเองโดยอัตโนมัติ ในขณะที่เราพยายามให้เขามีพัฒนาการที่ดี เขาก็ช่วยขัดเกลาให้เราอ่อนโยนในเวลาเดียวกันด้วย ความรักที่มอบให้กับผู้อื่นสามารถที่จะกลับมาขัดเกลาและพัฒนาจิตใจของเราได้...

...ความรักที่เรามีต่อผู้อื่นยังสามารถจะทำให้เราเอาชนะความโกรธเกลียดได้ แม้กระทั่งเมื่อต้องสูญเสียคนที่รัก....ความเมตตาความมีน้ำใจสามารถที่จะยกจิตยกใจของเราให้ออกจากความทุกข์ และความเจ็บปวด สามารถที่จะขัดเกลาจิตใจเราให้เจริญงอกงามได้...

ความเมตตาทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราเจริญงอกงามขึ้นมาได้ จะเห็นว่าความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ต้องมีเมตตาหรือความรักเป็นพลังขับเคลื่อน เพราะความรักความเมตตาทำให้มนุษย์เรายอมที่จะลำบากยอมที่จะเพียรพยายาม แม้จะต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก แต่เมื่อระลึกถึงประโยชน์ของสรรพสัตว์ก็สามารถก้าวข้ามความลำบากนั้นได้ และเมื่อใดบรรลุถึงสัจธรรมพัฒนาตนถึงที่สุดแล้ว ก็จะหมดซึ่งความเห็นแก่ตัวทำให้ความเมตตากรุณานั้นแผ่กระจายอย่างไม่มีประมาณเป็นความเมตตายิ่งกว่าเดิม เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนแล้ว

เพราะฉะนั้นความเมตตากรุณาอย่างแท้จริงเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลเจริญปัญญาอย่างถึงที่สุด จนเห็นว่าแท้จริงแล้วว่าตัวตนไม่มีจริงแล้ว ความเห็นแก่ตัว ความยึดมั่นถือมั่นก็หมดสิ้น สามารถที่จะเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ได้อย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณและไม่มีที่รักที่ชัง ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า พระองค์รู้สึกอย่างไรต่อพระราหุลซึ่งเป็นลูกชาย ก็รู้สึกตอบพระเทวทัตเช่นนั้น ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างพระเทวทัตที่มุ่งปองร้าย หรือพระราหุลซึ่งเป็นลูกชายของท่านเลย ถึงที่สุดแล้ว ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์คือ การที่มีความรักอย่างไม่มีประมาณ เพราะมีปัญหาเห็นแจ้งในสัจธรรมอันลึกซึ้ง

กรุณาทำให้เราทำความดีปัญญาทำให้เราเข้าถึงความจริง ทั้งความดีและความจริงทำให้เราเข้าถึงความสุข แม้เมตตากรุณาต่อผู้ที่พระพุทธองค์ทรงเมตตา มีความทุกข์อย่างไรก็ไม่สามารถทำให้พระองค์ทุกข์ด้วย เพราะเป็นเมตตาที่ไม่ปรารถนาผล ทำเต็มที่ แต่หากว่าไม่สามารถจะช่วยได้ ใจก็เป็นอุเบกขา

อย่างไรก็ตาม สำหรับพวกเราซึ่งเป็นปุถุชน การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้น เป็นอุดมคติ แต่ในทางที่เราถึงอุดมคติ การที่เราบำเพ็ญเพื่อความเป็นมนุษย์ที่แท้ก็เป็นสิ่งที่เราควรกระทำ

การเป็นมนุษย์ที่แท้คือ การที่มีเมตตา มีปัญญา และสามารถเข้าถึงความสุขได้ มนุษย์ที่แท้คือ ผู้ที่จิตเป็นอิสระไม่ถูกครอบงำด้วยโลกธรรมใดๆ

ที่มา : http://www.visalo.org/article/budKwamrak.html