ผู้เขียน หัวข้อ: วิชาแรกของความเป็นมนุษย์  (อ่าน 1243 ครั้ง)

ออฟไลน์ เลิศชาย ปานมุข

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3073
เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2015, 08:18:21 PM
"ชีวิตไม่ได้มีแต่คันเร่ง แต่มีเบรคด้วย" ท่าน ว. วชิรเมธี กล่าวคำนี้ขณะที่สอนให้ฉันเดินจงกรม "นี่คือวิชาแรกของความเป็นมนุษย์" ท่านบอกกับฉันอย่างนั้น

เราต่างรู้ดีว่าความรีบเร่งเกินไปไม่เคยดีกับชีวิต แต่ดูเหมือนเราจะเคยชินกับมันไปแล้ว ความรีบเร่งเป็นปัจจัยหนึ่งของความเครียด เมื่อเครียดมาก ๆ เข้าเราก็จะเคยชินกับมันจนกลายเป็นโรคเสพติดความเครียด คนที่เป็นโรคนี้จะไม่สามารถมีความสุขเมื่อมีเวลาว่างพอที่จะนอนมองท้องฟ้า เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว ความเครียดเป็นตัวเร่งเร้าให้ชีวิตมีความสุข และสิ่งที่สามารถสร้างความเครียดให้กับชีวิตได้มากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือการรีบตะบึงห้อไปยังสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต

ต่างจากเช้าวันทำงานทุกวันที่อาหารเช้ากลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย และต่างจากวันพักร้อนทั่วไปที่การได้เหยียบเบรคชีวิตต้องแลกมาด้วยการจ่ายเงินก้อนโตเพื่อห้องพักสุดหรู เช้าวันนี้ฉันกำลังหัดเดินจงกรมท่ามกลางสีเขียวของต้นไม้และเท้าที่สัมผัสพื้นหญ้า เวลาเหมือนหยุดนิ่ง...นิ่งเหลือเกิน โมเม้นต์ที่เรากลายเป็นนักแสดงเพียงคนเดียวบนละครเวที ช่างเป็นโมงยามแห่งความน่ากลัวสำหรับคนที่วิ่งวุ่นกับชีวิตตลอดเวลา

เราส่วนมากต่างเคยนั่งรถไฟเหาะตีลังกา แต่เรากลับไม่ค่อยทำเรื่องง่าย ๆ อย่างการเดินช้า ๆ เพื่อดูจิตของตัวเอง เราต่างหัวเราะเมื่อได้ยินบางคนบอกว่าคนเราทุกวันนี้เป็นมนุษย์พันธุ์มะม่วงบ่มแก๊ส เพราะเรามีแต่ติดคันเร่งให้กับชีวิตอย่างไม่ลืมหูลืมตา เราต่างคิดกันว่าสุภาษิตที่ว่า "ช้า ๆได้พร้าเล่มงาม" ช่างคร่ำครึแท้ ๆ

ท่านว. วชิรเมธีบอกว่าสิ่งที่ท่านให้ความสำคัญมากที่สุดคือการเจริญสติ ทุกวันนี้ท่านใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงราย การได้เหยียบเบรคชีวิตเสียบ้าง ทำให้ท่านมีเวลาทำสิ่งที่ท่านเรียกว่า "การลงทุนกับตัวเอง" มากขึ้น

"ซาบแต่ไม่ซึ้ง-รู้สึกแต่ไม่รู้สา" เสียงของท่าน ว. วชิรเมธียังคงดังให้ได้ยิน ท่านชี้ให้ฉันดูใยแมงมุมตามต้นไม้ และชวนให้มองเห็นความงดงามของหยาดน้ำค้าง สีเขียวของต้นไม้ทำให้จิตใจเย็นลง ขณะที่เท้าสัมผัสยอดหญ้าหมาดน้ำ ฉันพยายามบังคับใจให้นิ่ง แต่ยิ่งบังคับก็ยิ่งอ่อนล้า สุดท้ายฉันก็กลายเป็นไม้แก่ดัดยาก เพราะได้ทำจิตใจกระจัดกระจาย ไม่นำพาต่อความเมตตาของผู้ที่จะสั่งสอนเลยสักนิด

พุทธศาสนาที่แท้คือความมีชีวิตชีวา คือการเรียนรู้จากคราบน้ำตาและเสียงหัวเราะ โลกทางจิตวิญญาณณกับโลกในชีวิตจริงคือโลกใบเดียวกัน การหลอกตัวเองว่าการทำงานกับการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องเดียวกันคือความผิดมหันต์ การปฏิบัติธรรมต้องการการฝึกฝนที่จริงจัง...ประตูแห่งความวิเวกที่เราจะค้นพบตัวเองมิใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความโดดเดี่ยวมากเท่าไร เราจึงจะฝึกวิชาแรกของความเป็นมนุษย์ได้....

หัวสมองฉันคิดฟุ้งซ่านเรื่องราวต่าง ๆมากมายขณะเดินจงกรม..แล้วฉันก็เบื่อตัวเองอย่างถึงที่สุด เบื่อที่เป็นพวกรู้มากแต่ยากนาน ทำไมไม่เคยสัมผัสความว่างของจิตใจได้เลย

ท่าน ว.วชิรเมธียิ้มละไม ท่าทีเมตตาของท่านทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง ฉันก้มดูเท้าของตัวเองที่ค่อย ๆ ก้าวย่างอย่างเชื่องช้า บอกตัวเองว่า...พรุ่งนี้ฉันจะสามารถฝึกวิชาแรกของความเป็นมนุษย์ได้ดีกว่านี้ แต่ยังไม่ใช่วินาทีนี้ พรุ่งนี้...หากฉันให้เวลากับตัวเองมากพอ ทุกอย่างก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

อาจต้องลืมสิ่งที่อยู่ในหัวไปบ้าง ปล่อยให้หัวจิตหัวใจโปร่งโล่งเหมือนท้องฟ้า ณ ขณะนี้ ปล่อยให้ตัวเองได้รู้จักการรอคอย...รอคอยอย่างไม่มีเงื่อนไข...วางความหวังที่จะเป็นคนดีไว้ข้างนอก

เมื่อนั้นประตูแห่งความวิเวกอาจจะเปิดต้อนรับฉันก็เป็นได้



ภาวนา แก้วแสงธรรม
ที่มา : http://campus.sanook.com/1375377