บทบาทด้านการแต่งงานและครอบครัว
เหมาเจ๋อตง ได้พบกับภรรยาคนแรก นามว่า ?หยางไคฮุ่ย? นางเป็นบุตรสาวของอาจารย์หยางชางจื้อ อาจารย์เอกของเหมาเจ๋อตง ในวิทยาลัยครูที่ 1 ที่เหมาเจ๋อตง ให้ความเคารพรักเป็นอย่างสูง ทั้งคู่สานสัมพันธ์กันมาเป็นเวลานานหลายปี บ่มรักกันจนสุกงอม บวกกับความแน่นแฟ้นในความรักชาติของทั้งสองที่ช่วยกันมา ในฤดูหนาวของปี 1920 นั่นเอง ทั้งคู่จึงตกลงใจที่จะร่วมชีวิตเป็นหนึ่งอันเดีนวกัน ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่บ้านเลขที่ 22 ตำบลชิงสุ่ยถัง ชานเมืองฉางซา หลักจากสมรสแล้ว หยางไคฮุ่ยก็อุทิศตนให้กับการเคลื่อนไหวปฏิวัติภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตง ปี 1922 หยางไคฮุ่ยให้กำเนิดบุตรชาย ชื่อว่า ? เหมาอั้นอิง? ทั้งคู่หอบหิ้วลูกน้อยไปทำงานด้วยเสมอ แม้จะต้องเสี่ยงอันตรายแค่ไหนก็ตาม ต่อมาปี 1923 หยาง ไคฮุ่ยก็คลอดลูกคนที่สอง ชื่อว่า ?เหมาอั้นชิง? และบุตรคนที่ 3 ในปี 1927 ชีวิต ครอบครัวของเหมาเจ๋อตง นั้นไม่สวยงามอย่างที่คาดไว้ เพราะว่าเหมาเจ๋อตงนั้นต้องไกลบ้านไปเพื่อปลดปล่อยควารมทุกข์ของประชาชาวจีน ทำให้ทั้งคู่ต้องพรากจากกันหลายต่อหลายครั้งจนเมื่อปี 1927 เป็นการพรากจากกันชั่วชีวิต เธอต้องสังเวยชีวิตเมื่อปี 1930 ด้วยการประหารหลังจากที่เธอโดนจับคุมขังด้วยอำนาจของพวก ก๊กมิ่นตั๋ง ต่อมาหลังจากที่ภรรยาสิ้นชีวิตลง กระนั้นเอง บุตรชายทั้ง 3 คน ได้รับการช่วยเหลือให้ออกจาก การคุมขังให้ไปอยู่เซี่ยงไฮ้ ได้เล่าเรียนหนังสือ เวลาผ่านไปหลายเดือน องค์การพรรคคอมมิวนิสต์ถูกเจียงไคเช็คทำลาย ทำให้เหมาเจ๋อตงต้องสูญเสียบุตรชายคนเล็กไปด้วยวัยเพียง 4 ขวบ จากพวกก๊กมิ่นตั๋ง เหมาเจ๋อตงต้องสูญเสียภรรยาสุดรักและคู่คิดการปฏิวัติของเขาไปด้วย ประการฉะนี้ ทว่าใช่แต่เท่านั้น ความสูญเสียของเขายังตามมาอีกมากมาย
เหมา เจ๋อตงส่งลูกชาย เหมาอั๋นอิงคนนี้ไปเข้าร่วมการรบเพื่อ ?ต่อต้านอเมริกาช่วยเกาหลี? มีสหายหลายคนคัดค้านยับยั้ง อ้างเหตุว่า งานที่อั๋นอิงทำอยู่ก็สำคัญ ทั้งในวัยเด็ก หลังแม่เสียสละชีวิตไปแล้ว ก็ระเหเร่ร่อนถูกศัตรูตามระควานจนต้องไปเป็นขอทานนานนับหลายปี เวลานี้ก็ขอชดเชยชีวิตในวัยเด็กแก่เขาบ้าง เหมาเจ๋อตงปฏิเสธเสีนงแข็ง ?ใครใช้ให้มันมาเป็นลูกเหมาเจ๋อตง ถ้ามันไม่ไปใครยังจะไปกันอีก? เหตุนี้เองทำให้เขาต้องสูญเสียลูกชายในสงครามเกาเหลี นั่นเอง หลังจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าต่อสู้เพื่อประชาชนจีนต่อไป จนถึงถึงแก่กรรมในปี 1976 ด้วยวัยเพียง 82 ปี
บทบาทด้านการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์
?เหมา เจ๋อ ตง? เป็นขบถ! เขาถือกำเนิดในครอบครัวชาวนาฐานะปานกลาง ซึ่งมีรกรากอยู่ที่หมู่บ้านเซ่าซาน ห่างจากเมืองเซียงถานมาทางตะวันตกประมาณ 22 ไมล์ เมืองเซียงถานนี้ วางตัวถอยห่างจากฉางซา เมืองหลวงของมณฑลหูหนาน อันเป็นมณฑลซึ่งคติความคิดและข่าวคราวต่างๆ จากปักกิ่งเมืองหลวงของอาณาจักรจีนแพร่สะพัดราวไฟลามทุ่ง ลงมาตามลำน้ำเซียงประมาณ 40 ไมล์ มีผู้กล่าวไว้ว่า เมื่อพูดถึงมณฑลหูหนาน ความคิดในทางปฏิวัติได้เติบโตขยายตัวแพร่หลายไปในหมู่ทหารและนักศึกษาอย่าง รวดเร็วมาก ยิ่งกว่านี้ พวกสมาชิกสมาคมลับเดิมซึ่งมีความคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อราชวงศ์แมนจูเช่นกัน ก็ได้แพร่อิทธิพลของตนเองออกไปอย่างเข้มแข็ง พวกนี้ไม่กล้าเริ่มต้นก่อน แต่พวกนี้ก็เหมือนลูกระเบิดที่บรรจุดินระเบิดไว้ พร้อมแล้วที่จะระเบิด กำลังรอให้เราเป็นผู้จุดชนวน
ด้วย เหตุนี้เองเหมาจึงเติบโตขึ้นบนโลกใบนี้ในฐานะผู้เป็นขบถต่อครอบครัว และประเพณีของจีน เหมาเคยกล่าวไว้ในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับ หนึ่งว่า ?ผลของการประท้วงประทับใจ ผมมาก มันเป็นการสไตร์คที่ประสบผลสำเร็จ? เป็น ที่รู้กันดีว่า ครอบครัวชาวจีนนั้นอำนาจสูงสุดอยู่ที่พ่อ เหมาเองจึงต้องทำงานอย่างหนัก แม้ว่าเขาจะได้ร่ำเรียนหนังสือ แต่การเรียนนั้นเล่า เพียงเพราะพ่อของเหมาต้องการให้เขาทำบัญชีดีดลูกคิดให้เป็น และพอเหมาอ่านหนังสือออก เขาต้องมาทำบัญชีให้พ่อตอนกลางคืน ?...พ่อเป็นนายงานที่เข้มงวดกวดขันมาก ถ้าเห็นผมนั่งเฉยๆ เป็นเกลียดขึ้นมาทีเดียว ถ้าไม่มีบัญชีให้ผมทำก็ต้องให้ผมลงไปทำไร่แทน พ่อเป็นคนโมโหร้าย ตีผมกับน้องชายบ่อยๆ (นอกจากเหมาซึ่งเป็นลูกชายคนหัวปีแล้ว เขายังมีน้องชายอีกสองคน และบิดา-มารดาของเขายังได้รับเด็กหญิงซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องแซ่เดียวกันมา เลี้ยงเป็นลูกอีกคนหนึ่ง) ไม่เคยให้เงินพวกเราเลย อาหารก็อดออมอย่างที่สุด ในวันที่สิบห้าของทุกๆ เดือน จะให้คนงานได้กินไข่กับข้าว แต่เนื้อไม่เคยมีให้กิน สำหรับผมไม่เคยได้ ไม่ว่าจะเนื้อหรือไข่...?
เมื่อ เหมาอายุได้ 13 ปี เขาหาวิธีมาโต้แย้งกับพ่อด้วยการอ้างคติของขงจื๊อซึ่งพ่อชอบอ้างเวลาก่นด่า ลูกๆ ?พ่อ ชอบด่าผมว่า ไม่มีความเคารพนับถือผู้ใหญ่และเกียจคร้าน ผมก็อ้างคติที่ว่า ผู้ใหญ่จะต้องมีความเมตตากรุณาต่อผู้น้อย ต่อข้อที่ว่าผมขี้เกียจ ผมก็อ้างคติที่ว่า ผู้ใหญ่จะต้องทำงานมากกว่าเด็ก พ่อแก่กว่าผมถึงสามเท่า จึงสมควรจะทำงานมากกว่าผม ผมบอกกับพ่อว่าถ้าอายุเท่าพ่อ ผมจะต้องมีกำลังวังชาทำงานได้มากกว่าพ่อแน่ๆ?
การ ที่ เหมา เจ๋อ ตง มีกำลังใจอันแน่วแน่มั่นคงมาแต่ปฐมวัย ถือเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เขากลายมาเป็นนักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดคนหนึ่งของโลก
กบฎต่อประเพณีศักดินา
เหมา เจ๋อตง ในวัยเด็กขณะที่เรียนหนังสืออยู่กับอาจารย์ตามบ้าน ก็ไม่ยอมฝึกเขียนตัวอักษรตามแบบรอยเส้นที่ให้เขียนเป็นตัวอย่างแล้ว การฝึกเขียนตามรอยแบบไม่ใช่นิสัยของเขา ถ้าหากว่า เหมาเจ๋อตงไม่แหกกฎเขียนหนังสือตามแบบที่กำหนด ก็จะไม่มีศิลปะการเขียน ตัวหนังสือท่วงทำนองเหมาเจ๋อตงที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ อาจารย์ โรงเรียนสมัยเก่าจะเข้มงวดกับการสั่งสอนเป็นอย่างยิ่ง ใครฝ่าฝืน การลงโทษทางกายก็ไม่มีใครหลีกพ้น การตีก้น คุกเข่าบนก้อนกรวดหน้าธูปให้ธูปหมดดอก จึงลุกขึ้นได้ เป็นต้น และขนานนามการลงโทษนี้ ?ฝึกคนให้ดีจากกระบอง? แต่เหมาเจ๋อตงไม่พอใจกับการลงโทษนี้ เมื่อตอนอายุ 10 ขวบ เขาก็เริ่มท้าทายกับการผูกมัดเหล่านี้ มีอยู่วันหนึ่ง อาจารย์เรียกชื่อเขาให้ขึ้นมาที่หน้าโต๊ะอาจารย์ท่องหนังสือให้ฟัง แต่เขาไม่ทำตาม และโต้กลับไปว่า ?ผมนั่งอยู่ที่นี่ ท่องหนังสือเสียงดังอาจารย์ก็ได้ยิน ทำไมต้องขึ้นไปท่องบนโน้น? ทำให้อาจารย์โกรธมาก ทนไม่ไหวจับเสื้อเขาให้ลุกขึ้น เขาก็ดิ้นหลุดและหนีจากโรงเรียนไป เขารู้ตัวดีว่าทำผิดไม่กล้ากลับบ้าน เดินไปเรื่อยๆจนหลงทาง ทำให้พ่อออกตามหาตัวจนพบ สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ หลังจากการ ?ก่อกบฏ? คราวนี้บิดาก็ไม่ดุด่าว่ากล่าวเข้มงวดเหมือนเมื่อก่อน อาจารย์ก็คลายความเคร่งครัดลงไปบ้าง ในใจของเหมาเจ๋อตงเกิดความสว่างขึ้นมาแวบหนึ่ง ?การต่อสู้สามารถทำให้ได้ชัยชนะ?
ปี หนึ่งในหมู่บ้านมีชาวนาจนคนหนึ่ง นำชาวนาอดอยากไปแย่งข้าวบ้านเจ้าที่ดินมาแบ่งกันและเปิดโปงเรื่องพฤติกรรม ที่หัวหน้าตระกูลฉ้อโกงเงินบริจาคที่ใช้ซ่อมศาลเจ้าประจำตระกูล ทำให้หัวหน้าตระกูลแค้นมาก จึงจับตัวชาวนาคนนั้น มัดตัวและนำไปที่ศาลเพื่อลงโทษด้วยการโบยตีตามกฏ คนยากจนในตระกูลแม้จะเห็นว่าไม่เป็นธรรมก็ไม่มีใครกล้าปริปาก ในตอนนี้เอง เหมาเจ๋อตงไม่รู้มุดมาจากไหน่ เห็นพวกหัวหน้าตระกูลเตรียมโบย เหมาเจ๋อตง ตะโกนไปว่า ? โบยไม่ได้? พวกชาวบ้าน ที่มีความไม่พอใจเป็นทุนอยู่แล้ว เห็นมีคนส่งเสียงก็ส่งเสียงคัดค้านกันอึกกระทึก เหมาเจ๋อตงเดินออกมาจากฝูงชน ?พวกท่านจะโบยคนตามใจชอบได้อย่างไรกัน เขาผิดถูกก็ต้องพูดกันให้รู้เรื่องก่อน? หัวหน้าตระกูลงงเป็นไก่ตาแตก เจ้าเด็กน้อยคนนี้เป็นใครกัน มีอำนาจอะไรมาห้ามเขา แต่ก็ไม่สามารถอธิบายความผิดของชาวนาคนนั้นได้ ขืนพูดมากไปก็ยิ่งจะเข้าเนื้อ ซ้ำร้ายชาวบ้านยังแสดงท่าทีกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจของเขาด้วย อึกๆอักๆครู่ใหญ่ลงท้ายก็จำต้องปล่อยไป
เหตุการณ์ เรื่องนี้ทำให้หัวหน้า ตระกูลเสียหน้าไปมาก อำนาจล้นฟ้าก็ถูกบั่นทอนลงไป ตรงกันข้ามชื่อเสียงของเหมาเจ๋อตงเรื่มกระเดื่องดังอยู่ในแถบอาณาบริเวณเสา ซานมากขึ้นเรื่อยๆ
ความมุ่งมั่นช่วยชาติ
เมื่ออายุได้ 15 ปี เหมาเจ๋อตง ไปยืมหนังสือเรื่อง ?เซิงซื่อเว่ยเอี๋ยน? (ความเห็นในยุคโลกเจริญ) ได้บรรยายถึงความเข้มแข็งและความเจริญของมหาอำนาจจักรวรรดินิยม พรรณนาถึงความเสื่อมโทรมและอ่อนแอของประเทศจีน และส่งเสริมให้ไปศึกษาจากตะวันตก ใช้การศึกษามาช่วยชาติ ทำให้เหมาเจ๋อตงเกิดความรักชาติ อยากจะไปร่ำเรียน แต่ก็โดนปฏิเสธจากบิดา ต่อมาได้อ่านจุลสารอีกเล่มหนึ่งชื่อ ?เลี่ยเฉียงกวาเฟินเตอเวยเสี่ยน? (อันตรายที่มหาอำนาจจะตัดแยกแผ่นดินเป็นเสี่ยงๆ) หลังจากทีได้อ่าน เขาเกิดรู้สึกทดท้อกับอนาคตของชาติ โดยเฉพาะคำที่ว่า ?อนิจจา ประเทศจีนจะสูญชาติเสียแล้ว? จึงเป็นคำที่กระทบถึงจุดเจ็บอย่างสาหัสในสายเลือด ทำให้ความมุ่งมั่นที่จะเรียนหนังสือต่อของเหมาโดยเพื่อศึกษาด้านความรักชาติ เป็นพิเศษ เวลานั้นด้วยวัย 17 ปี ช่วงที่เขาเรียนไปด้วยก็สนใจสถานการณ์บ้านเมืองแห่งการปฏิวัติที่ใกล้จะ ระเบิด พยายามหาหลักนโยบายปฏิวัติของสมาคมถงเหมิงฮุ่ยมาค้นคว้า ในปีนั้น เขาถึงกบลับเขียนบทความสนับสนุนการปฏิวัติปิดบนกำแพงของโรงเรียนมัธยมเซียง เซียง เสนอแนวความคิดเห็นทางการเมืองของตนออกมาอย่างไม่หวั่นเกรงใคร เมื่อรัฐบาลราชวงศ์ชิงดำเนินการที่เป็นผลเสียแก่แผ่นดิน เขาก็เสนอบทความให้ล้มราชวงศ์ชิงออกมาอย่างกล้าหาญ ให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ ให้เชิญ ดร.ซุนยัดเซ็นซึ่งอยู่ในญี่ปุ่นกลับมาเป็นประธานาธิบดี คังอิ่วเหวยเป็นนายกรัฐมนตรี เหลียงฉี่เชาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งความจริงก็เป็นเรื่องน่าขำ เพราะดร.ซุนเสนอให้ปฏิวัติคังอิ่วเหวยกับเหลียงฉี่เชาเพียงแต่ขอให้ดำเนิน การปฏิรูป เปลี่ยนแปลงการปกครองก็พอแล้ว แต่อย่างไรก็ดี เหมาเจ๋อตงก็ควรได้รับการยกย่องเรื่องความกล้าหาญเป็นอย่างมาก
ปณิธานอันยิ่งใหญ่
เหมาเจ๋อตงมีความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งว่า ?ประชาชาติจีนมีสมรรถนะอันยิ่งใหญ่มาแต่เดิม? เชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งว่า ?การกดขี่ยิ่ง หนัก การต่อต้านก็ยิ่งแรงสั่งสมมาช้านาน เมื่อจะ ระเบิดก็เร็ว? เชื่อมั่น อย่างลึกซึ้งว่า ?การปฏิรูปของประชาชาติจีน จักถึงที่สุดยิ่งกว่าประชาชาติอื่นใด สังคมประชาชาติจีน จักสว่างไสวยิ่งกว่าประชาชาติอื่นใด? โชคดีที่สัจธรรมมี ประกายแห่งความสว่างไสวเปล่งแสงอยู่ในตัวของมันเอง หลี่ต้าจาวกับเฉินตุ๊ซิ่วที่อยู่ในศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมของจีนเป่ยผิง ถูกเสียงปืนใหญ่แห่งการปฏิวัติเดือนสิบปลุกให้ตื่น ค้นพบว่าสัทธิมาร์กซนี้เองคือสัจธรรมที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศจีน คนทั้งสองปีติยินดีในการค้นพบของตน ต่าง ออกไปวิ่งเต้นประกาศการค้นพบสัจธรรมของตนในสังคม อยากจะให้ประกายไฟแห่งสัจธรรมนี้ เอิบอาบซึมซาบเข้า ไปในจิตใจของเหล่าเยาวชนที่มีจิตใจดีงามทั้งปวง
เหมา เจ๋อตงซึ่งโชคดีได้รู้จักหลี่ต้าจาวกับเฉิน ตุ๊ซิ่ว และได้รับการสั่งสอนชี้แนะโดยตรงซึ่งหน้าจากผู้อาวุโสทั้งสอง ในช่วงเวลาฤดูร้อนระหว่างปี 1919 ถึง ปี 1920 เป็นจุดหักเหสำคัญที่สุดในชีวิตของเหมาเจ๋อตงอีกจุดหนึ่ง ใน ระยะเวลานั้น เขาได้อ่าน ?แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์? ของมาร์กซและเองเกลส์ที่ เฉินวั่งเต้าแปล ?การต่อสู้ทางชนชั้น? ของคาร์ล เค้าท์สกี้ ?ประวัติสัทธิสังคมนิยม? ของเคอร์คับ ตลอดจนทฤษฎีและบทนิพนธ์อื่นๆ ของมาร์กซที่กระจายอยู่ที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก จากนั้นมา เหมาเจ๋อตงก็เริ่มมีมโนสำนึกว่าในประเทศจีน หากประสงค์จะได้รับชัยชนะในการปฏิวัติ ?ก็จะต้องมี คนกลุ่มหนึ่งที่บากบั่นมีจิตใจใฝ่ความก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องมี สัทธิ อย่าง หนึ่งที่ทุกคนจะต้องรักษาปฏิบัติร่วมกัน? เขาเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า ?การ ปฏิวัติแบบรัสเซีย เป้นแนวทางการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง เมื่อ หนทางอื่นๆ ทุกทาง แม้จะใช้ความพยายามทำอย่างไร ก็มีแต่อับจนสิ้นหวังเจอแต่ทางตันอย่างเดียว? การดัดแปลงประเทศจีน จะต้องเดินหนทางการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพและเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ! ลัทธิมาร์กซเป็นสัจธรรมของประชาชนผู้ ถูกกดขี่ถูกขูดรีด เพื่อการเปลี่ยนชีวิตไปสู่การปลด ปล่อยพ้นความทุกข์ยากลำเค็ญของตน ความยิ่งใหญ่แห่งพละกำลังของมัน นับแต่มีประวัติศาสตร์มนุษยชาติเป็นต้นมา ไม่มีทฤษฎีคำสอนหนึ่งใดจะเสมอเหมือน ที่สามารถส่งผลสะเทือนต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษยชาติและผลักดันวิถีทาง แห่งความคืบหน้าของประวิติศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้งถึงปานฉะนี้!
เหมาเจ๋อตงยกย่อง ลัทธิมาร์กซเป็นอย่างสูง เขาชอบเรียกตัวเองเป็น ศิษย์ของมาร์กซ เขาพูดอย่างมีอารมณ์ว่า ใช้เวลา 6 ปี อ่านหนังสือของขงจื้อ 8 ปี เสียไปในหนังสือของลัทธิทุนนิยม ต่อมาจึงได้พบกับลัทธิมาร์กซ คลับ คล้ายคลับคลาจะหมายถึงว่า รู้สึกเสียดายที่เจอช้าไป สักหน่อย ทฤษฎีของลัทธิมาร์กซทำให้ เหมาเจ๋อตงประหนึ่งเจอทางโล่งทะลุปรุโปร่ง เห็นความสว่างไสวในฉับพลันเสริมจิตใจต่อสู้ของเขาให้ฮึกเหิมยิ่งขึ้น
เหมา เจ๋อตงเมื่อมีความเชื่อแน่วแน่ในลัทธิ คอมมิวนิสต์แล้ว ก็ไม่เคยโลเลเลยตลอดชีวิต แม้ว่าในกระบวนการพัฒนาของการปฏิวัติ จะประสบมรสุมหนักหน่วงครั้งแล้วครั้งเล่าอีกร้อยแปดพันเก้า แต่เขาก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นในลัทธิคอมมิวนิสต์ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่ ไม่สั่นคลอนเปลี่ยนสีแปรธาตุด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่แน่วแน่คนหนึ่ง!