การเข้าสู่เส้นทางการปฏิวัติ
ข้อเสนอเพื่อปฏิรูป
ชีวิตการศึกษาของซุนยัดเซ็นได้จบลงด้วยการเรียนอันดีเด่น เมื่ออายุได้ 26 ปี เริ่มแต่ฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ.1892 เขาได้เปิดคลินิกรับรักษาคนไข้ที่มาเก๊าและกว่าง ด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อคนไข้ผู้ยากไร้ เขาไม่เพียงแต่จะรักษาให้ฟรีเท่านั้น ยังแจกยารักษาโรคให้ฟรีอีกด้วย ซุนได้กลายเป็นนายแพทย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปแล้ว แต่ว่าซุนยังไม่พอใจต่อการเป็นแพทย์ธรรมดาคนหนึ่ง เขานับวันยิ่งทวีความสนใจต่อความปลอดภัยของชาติบ้านเมือง เขาได้ใช้วิชาแพทย์เพื่อประโยชน์ในการคบหาสมาคมกับบุคคลอื่น
ซุนยัดเซ็นเวลานั้นมีความคิดอ่านปฏิวัติบ้างแล้ว ยังไม่ถึงขั้นเป็นนักปฏิวัติประชาธิปไตย เขาได้รับความดลใจจากแนวความคิดลัทธิปฏิรูปที่แพร่หลายอยู่ในประเทศจีนชั่ว ขณะหนึ่ง โดยฝากความหวังไว้กับขุนนางผู้ใหญ่บางคนของชนชั้นปกครองก้าวไปตามวิถีทางของ ลัทธิปฏิรูปด้วยคิดว่าความคิดอ่านของตนอาจได้รับความเห็นขอบจากขุนนาผู้ใหญ่บางคน
ครั้นแล้ว ฤดูร้อนปี 1894 ซุนขอเข้าพบขุนนางผู้ใหญ่ หลี่หงจาง ซึ่งกุมอำนาจทางการทหาร การบริหารและการทูตของรัฐบาลชิงอยู่ในเวลานั้น โดยการเสนอให้ปฏิรูปการปกครอง หนังสือที่เขาเขียนถึงหลี่นั้น มีความยามถึงแปดพันคำ กล่าวโดยสรุปสาระสำคัญของบันทึกฉบับนี้คือ ฝากความหวังไว้กับคนชั้นสูงของชนชั้นปกครองให้ดำเนินมาตรการปฏิรูปของชนชั้น นายทุนบางประการ แต่ซุนก็ไม่เคยมีแม้กระทั่งโอกาสที่จะได้เข้าพบหลี่หงจาง ซ้ำความคิดเห็นของเขาก็มิได้รับความสนใจเอาเลย ขุนนางผู้ใหญ่ศักดินาที่เป็นขี้ข้าและนายหน้าค้าต่างของจักรวรรดินิยมหรือจะ สามารถรับข้อเสนอที่มีลักษณะก้าวหน้าในยุคนั้นได้
แนวความคิดสู่การปฏิวัติ
เมื่อ การเสนอบันทึกต้องประสบความล้มเหลว เขาค่อย ๆ รู้สึกว่า วิถีทางปฏิรูปโดยสันตินั้นจะมีประโยชน์อันใดไม่ จำเป็นต้องใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานแทนวิธีการปฏิรูปเพียงส่วนหนึ่ง
ในปีเดียวกันสงครามจีน-ญี่ปุ่น ได้ระเบิดขึ้นสงครามครั้งนี้ เหล่าทหารหาญจีนได้ต่อสู้อย่างทรหดและห้าวหาญ แต่รัฐบาลชิงที่เหลวแหลกและไร้สมรรถภาพมิกล้าทำสงครามอย่างเด็ดเดี่ยวทำให้ ฝ่ายจีนต้องได้รับความเสียหายอย่างหนัก สร้างความสะเทือนใจและเคียดแค้นให้แก่มวลชนทั่วประเทศ บัดนั้นเอง ซุนยัดเซ็นรู้สึกอีกครั้งหนึ่งว่า ประเทศจีนกำลังเผชิญกับวิกฤตของประชาชาติอย่างหนัก ยิ่งกว่านั้น เขาได้สำนึกว่า ?สันติวิธีนั้นใช้การไม่ได้เลยจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการรุนแรง? โดยการปฏิวัติเท่านั้น ที่เป็นวิถีทางเดียวที่จะแก้วิกฤติของประเทศจีนได้ ซุนยัดเซ็นได้เดินทางไป อเมริกาด้วยอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เขาได้ติดต่อและปลุกระดมชาวจีน ในตอนแรกคนที่สนับสนุนความคิดอ่านของเขานั้นมีอยู่เพียงไม่กี่คนจัดตั้ง สมาคมเพื่อการปฏิวัติครั้งแรกของชนชั้นนายทุน
ด้วยความมานะในการเคลื่อนไหวซึ่งในที่สุดเขาก็ได้รับการสนับสนุนจากคนจำนวน หนึ่งทำการก่อตั้งสมาคมซิงจงฮุ่ย (ฟื้นฟูจีน) ซึ่งเป็นสมาคมปฏิวัติขนาดเล็กของชนชั้นนายทุนช่วงแรก ๆ ของจีนและเปิดการประชุมที่ฮอนโนลูลู ที่ประชุมได้มีมติผ่านร่างระเบียบการของสมาคมที่ซุนเป็นผู้ร่างในระเบียบการ ระบุว่า ประเทศจีนตกอยู่ภาวะคับขัน ปัจจุบันมีศัตรูล้อมรอบคอยจ้องตะครุบทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของจีน โดยเหล่าศัตรูพากันรุมเข้ามารุกรานและยึดครองจีน แล้วดำเนินการแบ่งสันปันส่วนอันเป็นสิ่งน่าวิตกอย่างยิ่ง พร้อมกันนั้นก็ประนามชนชั้นปกครองราชวงศ์ชิงที่โง่เขลาและไร้สมรรถภาพว่า ฝ่ายราชสำนักก็โอนอ่อนผ่อนตาม ส่วนขุนนางหรือก็โง่เขลาเบาปัญญา ไม่สามารถมองการณ์ไกล ทำให้ประเทศชาติต้องเสียทหาร ได้รับความอัปยศอดสูพวกขี้ข้าพาให้บ้านเมืองสู่ความหายนะ มวลชนต้องได้รับเคราะห์กรรมทนทุกข์ทรมานไม่มีวันโงหัว การก่อตั้งสมาคมนี้ขึ้นก็เพื่อกอบกู้ชาติบ้านเมือง ผดุงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี เพื่อรวบรวมประชาชนจีนทั้งในและนอกประเทศ เผยแพร่อุดมการณ์กู้ชาติในคำปฏิญาณของผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกนั้น ยังได้ย้ำอีกว่า จะต้องขับไล่พวกตาด (แมนจู) ที่ป่าเถื่อน ออกไป ฟื้นฟูประเทศจีนจัดตั้งสาธารณรัฐ อันเป็นความคิดที่มีลักษณะปฏิวัติ ได้เสนออุดมการณ์ให้โค่นล้มราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นสุนัขรับใช้ของจักรวรรดินิยมและสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยของชน ชั้นนายทุนแบบตะวันตกต่อประชาชนจีนเป็นครั้งแรก ซึ่งได้กลายเป็นหลักนโยบายอันแรกของการปฏิวัติของชนชั้นนายทุนประเทศจีน อันคำว่า ?ศัตรู? ที่ซุนได้กล่าวถึงในเวลานั้นก็หมายถึงจักรวรรดินิยมที่รุกรานจีน จุดหมายการปฏิวัติของเขาก็เพื่อเอกราช และความวัฒนาถาวรของประเทศชาติ การก่อตั้งสมาคมซิงจงฮุ่ยจึงเป็นสัญญาณที่ดังขึ้นเป็นครั้งแรกของการปฏิวัติ ประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนจีน
ปฏิวัติกว่างโจ
ค.ศ.1895 ซุนยัดเซ็นได้เดินทางกลับมายังฮ่องกงรวบรวมมิตรสหายร่วมอุดมการณ์ ติดต่อและคัดเลือกบุคคลผู้รักชาติ ก่อตั้งกองบัญชาการสมาคมซิงจงฮุ่ยขึ้น ติดป้าย ?ห้างกันเฮิง? เป็นสถานที่ทำการเพื่อเป็นการอำพราง จากนั้นได้ทำการวางแผนก่อนการเข้ายึด เมืองกว่างโจว ขณะนั้น เป็นเวลาที่รัฐบาลชิงลงนามใน ?สนธิสัญญาหม่ากวาน? ที่ฝ่ายจีนต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตยและยกดินแดนให้กับฝ่ายญี่ปุ่นเสร็จลงใหม่ ๆ ผลจากการเซ็นสัญญาฉบับนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นได้เข้ายึดเกาะไต้หวันและหมู่เกาะริวกิว ประชาชนจีนเมื่อรู้ข่าวความเคียดแค้นชิงชังได้แพร่ระบือไปทั่วประเทศ
ในขณะนั้น ความเคียดแค้นของซุนยัดเซ็นก็ยิ่งเพิ่มทวีขึ้น พร้อมทั้งเห็นว่าถึงเวลาก่อการจะคอยไม่ได้อีกแล้ว เขาเริ่มลงมือตระเตรียม ใช้กำลังก่อการปฏิวัติโค่นรัฐบาลราชวงศ์ชิงด้วยความรุนแรงโดยวิถีทางต่อสู้ ด้วยอาวุธ หลังจากดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบเป็นเวลาหลายเดือน ก็สามารถซื้อปืนพกทันสมัยได้เป็นจำนวนถึง 600 กระบอก โดยกำหนดลงมือก่อวินาศกรรมจวนผู้ว่าราชการ พร้อมทั้งตกลงให้พวกร่วมก่อการจะต้องผูกผ้าแดงไว้ที่แขนเป็นเครื่องหมายโดย ใช้คำขวัญ ?โค่นทรราชพิทักษ์ราษฎร? โดยใช้ชื่อ?กองโจรป่า? แต่เนื่องจากความลับรั่วไหล ล่วงรู้ไปถึงรัฐบาลราชวงศ์ชิง ทางการอาณานิคมอังกฤษในฮ่องกงได้รายงานการเคลื่อนไหวของสมาคมซิงจงฮุ่ยไปทาง จวนผู้ว่าราชการของรัฐบาล ขณะเดียวกันอาวุธที่ขนไปจากฮ่องกงได้ถูกค้นพบที่ด่านศุลกากร ดังนั้นแผนการก่อการจึงถูกปราบลงทั้งที่ยังมิได้ลงมือ การปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธภายใต้การนำของซุนยัดเซ็น ต้องประสบความล้มเหลวไปเป็นครั้งแรก
หลังจากการปฏิวัติในกว่างโจวประสบความล้มเหลว ซุนได้สลายผู้ที่มาร่วมก่อการอย่างสุขุม จากนั้นเขาก็เดินทางโดยทางเรือออกจากว่างโจว ผ่านฮ่องกงไปลี้ภัยที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ก่อตั้งสาขาสมาคมซิงจงฮุ่ยขึ้นโยโกฮามา ซุนก็ตัดหางเปียทิ้ง เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเพื่อแสดงถึงความเด็ดเดี่ยวในการปฏิวัติ และเดินทางไปประเทศต่างๆ เพื่อปลุกระดมชาวจีนให้เข้าร่วมการปฏิบัติ
ซุนยัดเซ็นถูกจับ : ประชาชาติเคลื่อนไหว
จากความเคลื่อนไหวดังกล่าว รัฐบาลชิงถือว่า ซุนยัดเซ็นเป็นหัวหน้ากบฎ ด้านหนึ่งได้ส่งสายลับจำนวนมากไปฮ่องกง มาเก๊าและสิงคโปร์ อีกด้านหนึ่ง ก็ส่งกงสุลประจำประเทศต่าง ๆ ในเอเชียอเมริกา และยุโรปให้จับตาดูความเคลื่อนไหวของซุน หาโอกาสจับกุม เพื่อการนี้กงสุลรัฐบาลชิงประจำกรุงลอนดอนได้ว่าจ้างนักสืบชาวต่างประเทศให้ สืบร่องรอยของซุน และแล้ววันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1896 เช้า 10.30 น. ขณะที่ซุนออกจากบ้านพักไปเยื่อมอดีตอาจารย์สอนวิชาแพทย์ ดร.เจ แคนท์ลี่ ระหว่างทางได้มีชาวจีนที่รอดักอยู่ 3 คน ใช้ภาษาเดียวกับซุนเข้ามาตีสนิทชวนซุนไปดื่มน้ำชาที่บ้าน ช่วยกันทั้งลากทั้งดัน ซุนถูกลักพาตัวมาสถานกงสุลรัฐบาลชิง และถูกขังอยู่ในห้องที่ประตูหน้าต่างทำด้วยลูกกรงเหล็กบนชั้น 3 ของสถานกงสุลซึ่งถูกตัดขาดการติดต่อกับภายนอกโดยสิ้นเชิง เนื่องจากมีการเฝ้าอย่างเข้มงวด ถึงแม้จะใช้ความพยายามเท่าไหร่ ก็ไม่อาจส่งข่าวออกไปได้ จนในที่สุด ชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ จี.โคล ซึ่งเป็นพนักงานทำความสะอาดของสถานทูตสงสารและยื่นมือมาช่วยเหลือ จดหมายขอความช่วยเหลือของซุนจึงได้ส่งไปถึงมือ ดร.เจ.แคนท์ลี่
เมื่อ ดร.แคนท์ลี่ รู้ข่าวซุนถูกจับ ก็พยายามหาทางช่วยเหลือ ดร.แคนท์ลี่ได้นำเรื่องซุนถูกลักพาตัวไปแจ้งกับหนังสือพิมพ์ ?ไทม์? แต่หนังสือฉบับนี้ก็ไม่ยอมเสนอข่าวจนถึงวันที่ 21 หนังสือพิมพ์ ?โกล้บ? จึงได้ลงข่าวนี้ โดยพาดหัวข่าวว่า ?นักปฏิวัติถูกจับในลอนดอน? พร้อมทั้งลงบทความในหัวเรื่องว่า ?การจับกุมคุมขังของสถานกงสุล? ด้วย หลังจากนั้น หนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ จึงพากันรายงานข่าวชิ้นนี้อย่างครึกโครม ทำให้ประชาชนชาวอังกฤษเกิดความไม่พอใจ มีชาวจีนที่สนับสนุนการปฏิวัติมารวมกลุ่มชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวซุน ยิ่งกว่านั้นยังมีคนร้องตะโกนให้พังสถานกงสุลการประท้วงของมวลชนและความกด ดันของหนังสือ ทำให้สถานกงสุลตกที่นั่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในที่สุดกระทรวงการต่างประเทศและทางการตำรวจต้องส่งตัวแทนไปเจรจากับทางสถาน กงสุลให้ปล่อยตัวซุน จนกระทั่ง ทางการสถานกงสุลก็จำต้องปล่อยตัวซุนที่ถูกกักขังมาเป็นเวลาถึง 12 วันเป็นอิสระ ณ บัดนั้นเอง ชื่อของซุนยัดเซ็นก็ระบือไปทั่วโลก ได้รับความยอมรับนับถือจากประชาชาติที่ถูกกดขี่และบุคคลที่รักความเป็นธรรม ทั่วไป หลังจากที่ซุนยัดเซ็นถูกปล่อยตัว เขาก็ยังคงพำนักอยู่ในลอนดอนเป็นเวลาเกือบปี ระหว่างนี้ซุนได้ศึกษาค้นคว้าตำรับตำราเป็นจำนวนมาก
หาแนวร่วม
ซุนยัดเซ็นไม่เพียงเจาะลึกลงไปค้นคว้าทฤษฎีลัทธิประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน เท่านั้น หากยังได้สัมผัสกับทฤษฎีการเคลื่อนไหวของสังคมนิยมและศึกษาค้นคว้าระบอบการ เมืองและสังคมทุนนิยมอย่างแข็งขันอีกด้วย เขาได้เห็นการสไตรค์งานของกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ที่ได้ถูกกอง ทหารรัฐบาลปราบปรามอย่างทารุณ ในเวลานั้นซุนปรารภว่า ?สิ่งที่ได้พบเห็นทำให้ต้องครุ่นคิดอย่างหนัก ถึงแม้ว่าประเทศชาติจะมั่งคั่งเข้มแข็ง ประชาธิปไตยจะเฟื่องฟูดุจดังมหาอำนาจในยุโรป ก็ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนมีชีวิตอยู่อย่างผาสุกได้ เหตุนี้เองที่นักปฏิวัติของยุโรปถึงยังมีความเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างต่อ เนื่อง เพื่อความผาสุกตลอดไป จึงสมควรดำเนินลัทธิประชาชีพ เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชาติประชาธิปไตยพร้อมกันไป
ปี ค.ศ.1897 เขาก็เดินทางจากลอนดอนโดยผ่านแคนาดา ไปสู่ญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อปลุกระดมการปฏิวัติ รับชาวจีนเข้าร่วมสมาคมซิงจงฮุ่ย และทำความรู้จักกับบุคคลในวงการเมืองของประเทศ ปีต่อมา หัวโจกพวกปฏิรูปคังโหย่วเหวย เหลียงฉี่เชา ทยอยลี้ภัยมาอยู่ในญี่ปุ่น หลังจากกรณีแผนปฏิรูปอู่ซีล้มเหลวลง ซุนยัดเซ็นตั้งความหวังไว้อย่างเต็มเปี่ยมที่จะร่วมมือกับคังและเหลียง ขอร้องคนทั้งสองเปลี่ยนแนวทางโดยละทิ้งแนวทางลัทธิปฏิรูปที่พิทักษ์ราชวงศ์ ชิง มุ่งสู่แนวทางปฏิวัติ ร่วมมือโค่นล้มรัฐบาลชิงและกอบกู้ประเทศจีน เนื่องจากคังโหย่วเหวยยืนหยัดจุดยืนเดิมในการพิทักษ์ราชวงศ์ชิง การเจรจาจึงล้มเหลวลง
ปี ค.ศ.1900 เพื่อที่จะปราบปรามการต่อสู้แอนตี้จักรวรรดินิยมของประชาชนจีน พิทักษ์รักษาผลประโยชน์จากการรุกรานที่มีอยู่ในอาณาบริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซี เกียง รัฐบาลอังกฤษได้หว่านล้อมจางจือต้งผู้ว่าราชการมณฑลหูเป่ย-หูหนาน หลิวคุนอี้ผู้ว่าราชการมณฑลเจียงซู-เจียงซี ให้ดำเนินนโยบาย ?ร่วมป้องกัน? ซึ่งกันและกัน และยุยงหลี่หงจางผู้ว่าราชการมณฑลกวางสี-กวางตุ้งให้แยกตัวออกจากราชวงศ์ชิง ประกาศให้มณฑลกวางสี-กวางตุ้งเป็น ?อิสระ? เหอฉี่ สมาชิกสภาฮ่องกงซึ่งเป็นคนจีนสัญชาติอังกฤษได้ไปปรึกษากับเฉินเซ่าไป๋อย่าง ลับ ๆ ตามการบัญชาการของ เฮนรี่ เอช.เบล๊ค ผู้ว่าราชการฮ่องกง ขอให้ซุนยัดเซ็นช่วยเหลือหลี่หงจางจัดตั้งรัฐบาล ?อิสระ? ตอนแรกก็ลังเล มาตอนหลังจึงตัดสินใจให้ ?แยกกันดำเนินการ? ด้านหนึ่งยังคงเร่งตระเตรียมการลุกขึ้นสู้ครั้งที่ 2 ในมณฑลกวางตุ้ง ด้านหนึ่งก็เดินทางไปกว่างโจว พร้อมกับหยางฉูหยุน เป็นต้น เพื่อเจรจาร่วมมือกับหลี่หงจาง แต่พอมาถึงฮ่องกงก็ได้ข่าวว่า หลี่หงจางอยู่ในระหว่างรอดูสถานการณ์ อีกทั้งแผนลวงจะจับกุมตนอยู่อีกด้วย ซุนจึงปฏิเสธที่จะเดินทางไปกว่างโจ่วในเดือนกรกฎาคม ซุนยัดเซ็นยังคงมีความ หวังที่คิดจะพึ่งกำลังของอังกฤษโค่นรัฐาบลราชวงศ์ชิง แล้วตั้งรัฐบาล ?อิสระ? ขึ้นทางภาคใต้ ให้บรรลุจุดหมายการกู้ชาติของเขา พฤติการณ์ของซุนยัดเซ็นเหล่านี้ แสดงว่า ความเพ้อฝันในตัวบุคคลบางคนของจักรวรรดินิยม และชนชั้นปกครองศักดินาของซุน ยังมิได้หมดไปโดยสิ้นเชิง ปีนั้นเอง ประเทศจีนได้เกิดขบวนการแอนตี้จักรวรรดินิยมและรักชาติ ?อี้เหอถวน?(บ๊อกเซอร์) ที่มีชาวนาเป็นกำลังหลักขึ้น ขณะนั้นซุนยัดเซ็นยังมองไม่เห็นความหมายอันยิ่งใหญ่และผลกระทบต่อขบวนการ ปฏิวัติของมวลชนในครั้งนั้น เขาจึงไม่ได้มีส่วนสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวในครั้งนั้น
นักต่อสู้
ในฤดูร้อนปี 1900 ขณะที่ขบวนการอี้เหอถวนทางภาคเหนือ ได้เปิดฉากเคลื่อนไหวทั่วหน้า และกองทหารพันธมิตร 8 ชาติของจักรวรรดินิยมเริ่มแทรกแซงโดยทางทหารนั้น ซุนเห็นว่า ?สถานการณ์คับขันอย่างยิ่งลังเลไม่ได้อีกแล้ว? เขาจึงเร่งก่อการปฏิวัติในมณฑลกวางตุ้ง ซุนกับหยางฉูหยุนและโทราโซ มิยาซากิ เป็นอาทิ ได้เดินทางไปมาระหว่างญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ อย่างเสี่ยงอันตราย วางแผนก่อการปฏิวัติ กำหนดเส้นทางรุกรบ เป็นต้น วันที่ 8 ตุลาคม การลุกขึ้นสู้ที่ซันโจว เถียน อำเภอฮุ่ยโจวที่ซุนจัดตั้งก็ระเบิดขึ้น แต่ประสบความล้มเหลว
การลุกขึ้นสู้ที่ฮุ่ยโจวถึงแม้ประสบความพ่ายแพ้ แต่เนื่องด้วยมวลประชามหาชนค่อย ๆ ตื่นตัวอย่างกว้างขวาง และกระแสคลื่นการปฏิวัติประชาธิปไตยค่อย ๆ สูงขึ้น ทำให้สภาวะต่าง ๆ ของซุนยัดเซ็นดีขึ้นกว่าแต่ก่อน หลังจากการก่อการที่ฮุ่ยโจวพ่ายแพ้ลง เหตุการณ์ก็ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผู้ที่ประณามเขาเป็นโจรก่อกวนความสงบสุขแต่ก่อน บัดนี้กลับนึกเสียดายที่การปฏิวัติไม่ประสบ ซึ่งทำให้ซุนมีความตื้นตันใจยิ่งนัก ความมั่นใจในการปฏิวัติของเขานับวันเข้มแข็งยิ่งขึ้น
ในเวลาใกล้เคียงกันกองทหารปฏิวัติของประชาชนฟิลิปปินส์ซึ่งต่อต้านการรุกราน ของจักรวรรดินิยมสเปนอยู่ได้ส่งนักปลุกระดมนามอุโฆษ เอม. ปอนซ์ เป็นผู้แทนเดินทางจัดซื้ออาวุธที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปอนซ์ได้พบกับซุนก็เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ซุนได้ปรึกษาตกลงกับปอนซ์ว่า ถ้าหากทหารปฏิวัติฟิลิปปินส์รุกตีทหารรุกรานอเมริกันเมื่อไร เขาจะนำสมาชิกสมาคมซิงจงฮุ่ยจำนวนหนึ่งเดินทางไปช่วยรบยังฟิลิปปินส์ด้วย ทั้ง 2 ฝ่ายยังตกลงกันว่า ในภายภาคหน้าทหารฟิลิปปินส์จะส่งคนไปยังประเทศจีนเพื่อร่วมการต่อสู้กับ รัฐบาล เพื่อเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
พฤติการณ์อันเป็นธรรมของซุนที่สนับสนุนประชาชาติที่ถูกกดขี่คัดค้านลัทธิล่า เมืองขึ้นและลัทธิจักรวรรดินิยมได้เกิดผลสะท้อนอันดียิ่งในหมู่นักปฏิวัติ ของประเทศเอเชียต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ปอนซ์ได้เขียนไว้ใน ?ซุนยัดเซ็น ผู้สถาปนาประเทศประชาราษฎร์จีน? ว่า ?ซุนยัดเซ็นสามารถผนวกปัญหาที่ปรากฏอยู่ในหมู่ประเทศตะวันออกไกลหลายประเทศ เข้าด้วยกันแล้วนำมาศึกษาค้นคว้า ซึ่งในปัญหาต่างๆ เหล่านี้ มีส่วนคล้ายคลึงกันอยู่มากมาย ดังนั้น ซุนจึงกลายเป็นนักปลุกระดมที่เปี่ยมล้นด้วยศรัทธาคนหนึ่งในหมู่นักศึกษา เยาวชนที่มาจากประเทศเกาหลี จีน ญี่ปุ่น อินเดีย สยามและฟิลิปปินส์ นั่นเองภายหลังจากที่ขบวนการรักชาติคัดค้านจักรวรรดินิยมของขบวนการอี้เห อถวน ได้ถูกจักรวรรดินิยมสมคบกับชนชั้นปกครองราชวงศ์ชิงปราบลงไปเมื่อ คศ. 1901 แล้วนั้น รัฐบาลชิงกับผู้แทนประเทศอังกฤษ, รัสเซีย, อเมริกา, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, ออสเตรีย, ฝรั่งเศส, อิตาลี, เสปน, ฮอลแลนด์ และ เบลเยี่ยม ทั้งหมด 11 ประเทศ ได้ลงนามในสนธิสัญญา ?ชินโฉ่ว? ที่ต้องถือว่า สนธิสัญญาฉบับนี้ เป็นที่มาของความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากสนธิสัญญาฉบับนี้ทำให้จักรวรรดินิยมเพิ่มการครอบงำทางทหาร การเมือง เศรษฐกิจ และปล้นสดมภ์ ประเทศจีนมากยิ่งขึ้น เพียงแต่ชดใช้ค่าเสียหายเพียงอย่างเดียวก็มูลค่าสูงถึง 450 ล้านตำลึงแล้ว
ต่อมารัฐบาลราชวงศ์ชิง ก็เสนอนโยบายต่างประเทศที่ว่า ?เจริญสันถวไมตรี กับต่างประเทศ ตามกำลังทรัพยากรของจีน? ซึ่งนโยบายนี้เอง เป็นเสมือนแผนภาคปฎิบัติที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างยิ่ง หลังการดำเนินนโยบายดังกล่าว แม้ว่าจักรวรรดินิยม จะสมคบกันอย่างแน่นแฟ้น แต่การกระทำของรัฐบาลชิง ก็เปรียบได้กับ การเป็นสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของจักรวรรดินิยมโดยสิ้นเชิง โดยที่จักรวรรดินิยม ใช้อำนาจยึด ? เขตเช่ายืม? และจัดการแบ่งเขตอิทธิพลกันในประเทศจีน ไม่เพียงเขตชายแดนเท่านั้น แต่ยัง เร่งลงทุนสร้างโรงงาน เปิดเหมือง และพยายามครอบครองสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ธุรกิจธนาคาร และวงจรเศรษฐกิจการคลังหลายอย่างอย่าง รวมทั้งการรุกรานทางความคิดและวัฒนธรรม โดยการใช้กลยุทธ์ทางศาสนา อีกทั้งยังทำการสำรวจทรัพยากร เพื่อทำการจารกรรม และสบคบกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เข้ายึดที่ดินและทรัพย์สมบัติตามอำเภอใจ ประชาชนยิ่งเดือดร้อนหนักขึ้น เมื่อ รัฐบาลชิง ประกาศ ?นโยบายแผนใหม่? เพื่อทำการเพิ่มรายการภาษีใหม่ขึ้นอีกมาก มาย ไม่เว้นแม้แต่ ม้า หญ้า หรือ อุจจาระ ทำให้ชาวนาล้มละลายกันเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการกดขี่ขูดรีดอันทารุณยิ่ง ในขณะที่ ชนชั้นปกครองราชวงศ์ชิง กลับมีชีวิตอย่างสุขสบาย และใช้จ่ายเรื่องส่วนตัวต่างๆ อย่าฟุ่มเฟือย เช่น พระนางซูสีไทเฮา มีค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารต่อมื้อ เป็นเงินสูงถึง 100 ตำลึง เป็นต้น ซึ่งประชาชนในขณะนั้น ถือว่า เป็นความเละเทะและโหดร้ายของรัฐบาลที่มีต่อประชาชน ดังนั้นจึงถือว่า เป็นศัตรูของประชาชนทั่วประเทศนักเคลื่อนไหว
การคัดค้านการกระทำของจักรวรรดินิยม กับศักดินา ของประชาชน ได้เริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ แต่มีความต่อเนื่อง จนมีปัญญาชนจำนวนหนึ่ง ได้เริ่มทยอยเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศเพื่อแสวงหาหนทางกู้ชาติ ซึ่งส่วนใหญ่ไปที่ญี่ปุ่น เนื่องจากระยะทางใกล้สุด และมีความสำเร็จจากการลอกเลียน แบบประเทศตะวันตกในหลายเรื่อง และอีกส่วนหนึ่ง เลือกที่จะไปศึกษาในประเทศยุโรปและอเมริกา รวมแล้วทั้งหมดจำนวนหลักหมื่นทีเดียวต่อมาชนชั้นปัญญาชนเหล่านั้น ได้ทยอยกันออกหนังสือและนิตยสาร ทั้งภายในประเทศ และที่ประเทศญี่ปุ่น หลายเล่ม เพื่อปลุกระดมการปฏิวัติคัดค้านราชวงศ์ชิง และเผยแพร่คตินิยมประชาธิป ไตย โดยเนื้อหาได้ตีแผ่การกดขี่ขูดรูดประชาชน การขายชาติของรัฐบาลชิง และเรียกร้องให้ประชาชนได้เข้าร่วมในการปฏิวัติ โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการกำจัด ชนชั้นปกครองราชวงศ์ชิง ขับไล่ต่างชาติในนามจักรวรรดินิยม
ซุนยัดเซ็น ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการเผยแพร่สิ่งพิมพ์เพื่อเร่งทัศนคติปฎิวัติ ประชาธิปไตย โดยได้กระจายหนังสือหลายเล่มไปยังทั้งในและนอกประเทศ ภายใต้ชื่อของ สมาคมซิงจงฮุ่ย พร้อมๆ กันกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว กลุ่ม องค์การปฏิวัติของชนชั้นนายทุน ก็ได้ก่อตั้งขึ้นในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ กลายเป็นชมรม และสมาคมย่อยๆ จำนวนมาก แต่ทั้งหมดต่างมีเป้าประสงค์เดียวกัน คือ ร่วมกันในการใช้วิธีปฎิวัติโค่นรัฐบาลชิง จึงได้ก่อให้เกิดความจำเป็นในการก่อตั้งพรรคการเมือง ที่มีเอกภาพขึ้น เพื่อนำการปฏิวัติในพื้นที่ทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
ในปี 1904-1905 ซุนยัดเซ็น เดินทางไปประเทศต่างๆ เพื่ออธิบายและโน้มน้าวให้กลุ่มนักศึกษาจีนในประเทศต่างๆ เห็นด้วยกับการปฏิวัติ 30 กรกฎาคม ที่ประชุมลงมติกำหนดชื่อพรรคการเมืองปฏิวัติเป็น ?พรรคจงกว๋อถงเหมิงฮุ่ย? (พรรคพันธมิตรจีน) ใช้ชื่อย่อว่า ?ถงเหมิงฮุ่ย? และ 20 สิงหาคม ได้จัดประชุมใหญ่การก่อตั้งอย่างเป็นทางการ พร้อม กำหนด ระเบียบการ และยกให้ นโยบายอักษร 16 ตัวของซุนเป็นวัตถุประสงค์หลัก โดยกำหนดให้โตเกียวเป็นที่ตั้งกองบัญชาการของพรรค พร้อมเลือกตั้ง ซุนให้เป็นหัวหน้าพรรคแล้วจึงได้มีการจัดตั้งคณะทำงานด้านต่างๆ และกำหนดคำว่า ?จงหวาหมินกว๋อ? (สาธารณรัฐประชาราษฎร์จีน) เป็นชื่อประเทศภายหลังโค่นรัฐบาลชิงแล้ว และได้ก่อตั้งสาขาพรรคขึ้น 9 แห่งทั้งในและต่าง ประเทศ การต่อตั้งของพรรคถงเหมิงฮุ่ย เป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันการปฏิวัติประชาธิปไตยที่นำโดยชนชั้นนายทุนจีนขยาย ตัวอย่างรวดเร็ว และเร่งการ
ปฏิวัติให้เร็วขึ้น
ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน ซุนได้เขียนบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ ?หมินเป้า? (ราษฎร) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรค เพื่อขยายคำชี้แจงหลักนโยบายอักษร 16 ตัวให้ละเอียดขึ้น โดยซุนได้เสนอหลักการ ?ประชาชาติ? ?ประชาสิทธิ? และ ?ประชาชีพ? ของลัทธิไตรราษฎร์ (ซานหมินจู่อี้) อันถือว่าเป็นการปลุกเร้าให้ดำเนินการปฏิวัติอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก
นอกเหนือจากการต้องการโค่นการปกครองของราชวงศ์ชิง และระบบกษัตริย์ศักดินา นั้น ซุนยังมีเป้าหมายใน ?การเฉลี่ยสิทธิที่ดิน? เพื่อแก้ปัญหาที่ทำกินให้กับประชาชน ลัทธิไตรราษฏร์ มีเป้าหมายที่สอดคล้องกับความปรารถนาในการเรียกร้องเอกราชของประชาชาติ สิทธิประชาธิปไตร และแก้ไขชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน จึงได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนายทุน และชนชั้นนายทุนน้อย รวมไปถึง ประชาชนผู้ใช้แรงงาน ซึ่งถือเป็นการปลุกระดมพลังการปฏิวัติ ให้รุดหน้ายิ่งขึ้น