กันยายน 25, 2017, 12:39:30 AM

ผู้เขียน หัวข้อ: ถอดบทเรียนนโยบายรับมือสังคมสูงวัยจากต่างประเทศ  (อ่าน 33 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออนไลน์ เลิศชาย ปานมุข

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1874
ปัจจุบันนานาประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) หรือสังคมที่มีประชากรอายุ 65 ปี ขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 7 ของจำนวนประชากร ทั้งหมด และประชากรโลกจะกลายเป็นสังคมสูงวัย โดยสมบูรณ์ (Aged Society) ในอีก 35 ปีข้างหน้า โดยจะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่ ทุกประเทศต้องเผชิญเพียงแต่ผลที่จะเกิดขึ้นอาจมี ความเร็วและความแรงแตกต่างกัน ประเทศพัฒนา แล้วมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าประเทศกำลัง พัฒนา ประเทศในแถบยุโรปส่วนใหญ่ได้เข้าสู่สังคม ผู้สูงวัยแล้ว ตามมาด้วยประเทศในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ รวมถึงไทยด้วยหลายประเทศในเอเชียต่างเผชิญกับภาวะสังคมสูงวัย

(1) สิงคโปร์ มีสัดส่วนของผู้สูงอายุใกล้เคียงกับไทยและเป็น Aging Society แม้สิงคโปร์จะเตรียมแผนรับมือกับความท้าทายดังกล่าวตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ยังคงเผชิญกับปัญหาการมีบุตรน้อยลงและผู้สูงอายุอยู่ตามลำพังมากขึ้น (2) เกาหลีใต้ เข้าสู่ Aged Society แล้ว แต่ยังไม่มีแผนรองรับที่เป็นรูปธรรมและผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีฐานะยากจน และ (3) ญี่ปุ่น มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลกและ เข้าสู่ Hyper-Aged Society หรือสังคมที่มีประชากร อายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของจำนวน ประชากรทั้งหมดและผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

สำหรับไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Aging Society เป็น Aged Society ในเวลาที่สั้นกว่าประเทศอื่นๆ แต่ที่น่ากังวลกว่า คือ ประเทศไทย “แก่ก่อนรวย” จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรที่รวดเร็วและรุนแรง อีกทั้งมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ ‘เรียนสูง’ น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ทำให้เกิดคำถามว่าไทยพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ สามารถสรุปนโยบายหลักๆ ที่ต่างประเทศนิยมนำมาใช้เพื่อเป็นแนวทางเตรียมรับมือกับสังคมสูงวัย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อไทยด้วยดังนี้

(1) การขยายอายุเกษียณ เป็นนโยบายที่สามารถทำได้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหา ได้ถาวร จากงานศึกษาของ Ariyasajjakorn and Manprasert (2014) พบว่าสามารถ ‘เลื่อน’ ผลกระทบ ต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยออกไปได้ประมาณ 10 ปี ทั้งนี้ หลายประเทศใช้นโยบายนี้เพื่อเพิ่มจำนวนคนวัยทำงานซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อ ระบบเศรษฐกิจ โดยสิงคโปร์เพิ่มอายุเกษียณจาก 65 เป็น 67 ปี และเกาหลีใต้จะขยายอายุเกษียณจาก 55 เป็น 60 ปีภายในปีนี้ ญี่ปุ่นจะให้ผู้สูงอายุสามารถ ท างานได้จนถึงอายุ 65 ปี จากเดิมเพียง 62 ปีภายในปี 2025 ขณะที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการเสนอ คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ขยายอายุเกษียณของ แรงงานในสถานประกอบการจาก 55 เป็น 60 ปี

(2) การสนับสนุนให้บริษัทจ้างงาน ผู้สูงอายุเป็นนโยบายที่ช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ผู้สูงอายุได้ รัฐบาลสิงคโปร์ให้เงินสนับสนุนแก่บริษัท ที่จ้างผู้สูงอายุให้ทำงานต่อ (Special Employment Credit) โดยมีเงื่อนไขว่าลูกจ้างต้องเข้าร่วมกองทุน ส ารองเลี้ยงชีพ (Central Provident Fund) เท่านั้น โครงการนี้จึงไม่ครอบคลุมกลุ่มที่ประกอบอาชีพ อิสระ นอกจากนี้ ทางการให้เงินสนับสนุนการสร้าง สภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้เอื้อต่อผู้สูงอายุด้วย (Workpro Program) เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่สนับสนุน ให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยจัดตั้งองค์กร “Silver Human Resources Center” เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุ ได้ทำงานช่วงสั้นลงหรือทำงานที่เบาและง่ายสำหรับประเทศไทยภาครัฐได้จัดตั้งศูนย์บริการจัดหางานผู้สูงวัย (Smart Job Center) เพื่อส่งเสริมให้มีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่จ้างผู้สูงวัยตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งต้องมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงอายุกลุ่มนี้มีเพียง 3 แสนคน หรือร้อยละ 2.9 ของผู้สูงอายุทั้งประเทศ นโยบายนี้จึงเป็นเพียงแค่การช่วยเหลือแรงงานเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยไม่ได้สนับสนุนให้มีการน าทักษะและประสบการณ์ของผู้สูงอายุมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างที่หลายประเทศทำกันเท่าใดนัก

(3) การเพิ่มทักษะและจัดหางานให้เหมาะสมกับแรงงาน จะช่วยเพิ่มความสามารถใน การหารายได้และยกระดับ ลิตภาพของแรงงานในระยะยาว ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการศึกษาในระบบและ นอกระบบตลอดช่วงอายุ โดยมากมักได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ “Senior Work Program” ในญี่ปุ่น “SkillsFuture Program” ใน สิงคโปร์ ที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์พัฒนาทักษะเพิ่มเติม ควบคู่กับการจัดหางานที่เหมาะสมให้แก่แรงงาน สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ภาครัฐมีโครงการ ฝึกอบรมแรงงานสูงอายุเพื่อเพิ่มโอกาสในการ ประกอบอาชีพที่หลากหลายมากขึ้นและมีการ คุ้มครองทางสังคมให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้

(4) การยกระดับคุณภาพชีวิตมีความจำเป็นต้องวางแผนแต่เนิ่นๆ โดยภาครัฐมีส่วนสำคัญในการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ รวมถึงการจัดสรร รายได้และรายจ่ายอย่างสมดุล โดยเฉพาะรายได้หลัง วัยเกษียณผ่านการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากนี้ ภาคเอกชนก็มีส่วนช่วยพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับสังคมสูงวัย อาทิ ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ คิดค้นหุ่นยนต์สำหรับดูแลผู้สูงอายุ ทำให้ผู้ดูแลที่เป็น ผู้หญิงหรืออยู่ในวัยทำงานสามารถกลับเข้าสู่ ตลาดแรงงานได้อย่างหมดห่วง รวมทั้งมีการ ออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้ทุกวัย สามารถใช้ร่วมกันได้ (Universal Design)

สำหรับประเทศไทย ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ค่อนข้างจำกัด ส่วนใหญ่จะเป็นโรงพยาบาลหรือศูนย์บริการทางการแพทย์ที่อยู่ไกลจากบ้านหรือยังไม่มีรถโดยสารในการเดินทางไปต่างสถานที่ ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากมีความยากลำบากในการเข้าถึงสวัสดิการจากส่วนกลาง

(5) การมีส่วนร่วมและประสานงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมีความสำคัญมาก เห็นจากสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่มี แผนนโยบายแห่งชาติเพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยเริ่มวางแผนเตรียมตัวมานาน ก ว่า 50 ปี แ ล ะ มี ผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนนโยบายที่มี ทิศทางสอดคล้องกันระหว่างกระทรวงต่างๆ ซึ่งเป็น นโยบายที่สำคัญอย่างมากที่ประเทศไทยต้องพัฒนา ต่อไป ทั้งระบบบำนาญจะต้องยืดหยุ่นและสอดคล้อง กับแนวโน้มนโยบายด้านแรงงาน ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปยังภาระการคลังในการดูแลสวัสดิการและ รักษาพยาบาลอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจริงเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากร และเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน

แม้ว่าที่ผ่านมาไทยจะมีการวางนโยบายรองรับไปบ้างแล้ว แต่การวางแผนและการดำเนินนโยบายต่างๆ ยังค่อนข้างกระจัดกระจาย ซึ่งถ้ามีการจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และได้รับความร่วมมือที่ดีจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้เกิดแนวทางการรับมือกับความท้าทายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สุดท้ายนี้ เมื่อประเทศไทยเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกที่กำลังแก่ขึ้นและมีแนวโน้มแก่ก่อนรวย บทความในตอนต่อไปจะวิเคราะห์ว่าไทยจะประยุกต์ใช้นโยบายเหล่านี้อย่างไร เพื่อตอบโจทย์ของประเทศได้เหมาะสมและตรงจุดมากที่สุด

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานศึกษาด้าน Aging ในโครงการ Thematic Studies ปี 2560 จัดทำโดยสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

Disclaimer : ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียนซึ่ง ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่มา : https://www.isranews.org/isranews-article/57572-age.html