พฤศจิกายน 21, 2018, 09:52:50 PM

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
2
เสียเวลาเปล่า ไม่จำเป็นต้องอธิบาย กับคนที่ “เข้าใจคุณผิด”
อยากให้จำไว้ว่า… คุณในขี้ปากคนอื่น ไม่ใช่ตัวตนของคุณที่แท้จริง

ตาเหมือนกันยังมองไม่เหมือนกัน

ปากเหมือนกันยังพูดไม่เหมือนกัน

ใจเหมือนกันก็ยังคิดไม่เหมือนกัน

เงินเหมือนกันก็ยังใช้ไม่เหมือนกัน

คนเหมือนกันก็ยังใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน

ไม่มีเรื่องใดที่ไม่ถูกคนวิพากษ์วิจารณ์

ไม่มีใครผู้ใดที่ไม่ถูกคนอื่นสงสัย

เป็นตัวเองที่ไม่ทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน

ไม่ทำในสิ่งที่ต้องละอายและต้องเสียใจภายหลังก็พอ

สักวันหนึ่ง น้ำลดตอย่อมผุด เหมือนดั่งเรื่องเล่านี้

มีหญิงสาวคนหนึ่งตั้งท้องโดยไม่รู้ว่าใครคือพ่อของเด็ก พ่อแม่บังคับให้ลูกบอกว่าใครเป็นพ่อของเด็ก

เด็กสาวทนแรงกดดันไม่ไหว จึงบอกว่า… พ่อของเด็กเป็นพระอาวุโสรูปหนึ่งในวัดใกล้บ้าน

เมื่อเด็กคลอด คนที่บ้านก็เอาเด็กไปหาพระอาวุโสรูปนี้ พระบอกเพียงว่า “อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง” ก็รับเด็กไว้

ตั้งแต่นั้นมา… พระรูปนั้นก็อุ้มเด็กไปบิณฑบาตตามบ้าน คนในหมู่บ้านต่า ตำหนิ นินทา ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

1 ปี ผ่านไป… หญิงสาวรู้สึกผิด จึงสารภาพกับพ่อแม่ว่า พ่อที่แท้จริงเป็นอีกคนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับพระรูปนั้นเลย

ครอบครัวนี้รู้สึกละอายใจมาก ไปพบพระอาวุโสรูปนั้น ภาพที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าครอบครัวนี้คือ พระท่านโทรมมาก

แต่ลูกกลับอ้วน ๆ ขาว ๆ เป็นที่น่ารักมาก หญิงสาวรู้สึกผิดมาก ขอโทษพระอาวุโสรูปนั้น ท่านพูดเพียงว่า…. “อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง”

พระอาวุโสถูกกล่าวหาจนชื่อเสียงป่นปี้ แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ได้แก้ตัวเลย เพราะอะไร…?

พระอาวุโสรูปบอกว่า…. ” บวชเป็นพระ ชื่อเสียงเงินทองต่างเป็นของนอกกาย คนเข้าใจผิด ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรอาตมาช่วยแม่ และ ลูกให้พ้นวิกฤตได้ เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง “

ตอนคนอื่นเข้าใจเราผิด เราต้องใช้เวลามากในการอธิบาย เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเรา

แต่ไม่มีประโยชน์ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครเชื่อ คนเราจะเชื่อกับข้อมูลที่ได้รับมาครั้งแรก

โดยไม่ค่อยพิจารณาว่า ความจริงเป็นเช่นไร ใช้หลักจากการรับรู้ของตัวเองในการเข้าใจและตัดสิน

คนทุกคนล้วนดื้อรั้น คนที่เข้าใจคุณ ก็จะเข้าใจคุณตั้งแต่แรก คนที่ไม่เข้าใจคุณ เขาก็จะเลือกที่จะไม่เชื่อคุณไปตลอด

เพราะฉะนั้น อย่าเสียเวลาอธิบายกับคนที่จะฟังในสิ่งที่เขา.. อยากจะได้ยินเท่านั้น

Cr. บทความจาก newface
3
การแต่งตั้งนายทะเบียนของหน่วยงานการศึกษา สังกัด กศน.

4
ปรัชญาแห่งความสุขชีวิต การทำตัวโง่บ้าง มันดีเหมือนกัน

ปรัชญาที่ 1 สายตาสั้น &  สายตา ยาว

ชายสองคนเป็นเพื่อนรักกัน

คนหนึ่งสายตา ยาว อีกคนหนึ่งสายตาสั้น

ทั้งสองคนประสบอุบัติเหตุเรือพลิกคว่ำกลางทะเล

ขณะที่ต่างคนต่างก็กระเสือกกระสนพยุงตัวอยู่กลางทะเล

จู่ๆ คนสายตายาวก็เห็นเรือน้อยลำหนึ่งลอยห่างอยู่ไม่ไกลนัก

และดูเหมือนมันกำลังลอยมาทางพวกเขาด้วย

เพื่อนที่สายตาสั้นก็เห็นเช่นกัน แต่เห็นแบบพร่ามัว

ทั้งสองคนต่างพากันออกแรงว่ายอีกครั้งเพื่อจะไปถึงเรือลำน้อยลำนั้น

ว่ายไปๆ คนที่สายตา ยาวก็หยุดว่าย เพราะเขาเห็นแล้วว่านั่นไม่ใช่เรือ

แต่เป็นเพียงแค่ขอนไม้ท่อนหนึ่งเท่านั้นเอง

แต่คนที่สายตาสั้นไม่รู้ว่านั่นคือท่อนไม้

เขายังคงพยายามพาตัวเองไปถึงเรือน้อยลำนั้นให้ได้

เมื่อเขาว่ายไปถึงท่อนไม้ท่อนนั้น ก็พอดีกับที่เขาเห็นว่า

ฝั่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขาอยู่อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง

เพื่อนที่สายตา ยาวเสียชีวิตกลางทะเล ส่วนเขารอดชีวิต

………………………..

ปรัชญาที่ 2 หูดี & หูหนวก

หญิงสองคนเป็นมะเร็ง

วันที่ไปตรวจ เธอทั้งสองนั่งรอฟังผลอยู่ในห้องเดียวกัน

คนที่หูดี ได้ยินทุกถ้อยคำที่คุณหมอกระซิบคุยกันในห้องข้างๆ เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 6 เดือน

ส่วนผู้หญิงอีกคนจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 3 เดือนเท่านั้น

คนที่หูหนวก ไม่ได้ยินสิ่งที่คุณหมอกระซิบคุยกัน

อย่าว่าแต่เสียงกระซิบเลย ต่อให้คุณพูดอยู่ตรงหน้าเธอ เธอก็ยังถามเสียงดังใส่หน้าอีกว่า

“ห๊ะ เธอพูดอะไรนะ พูดดังๆหน่อยสิ!”

หลังจากนั้น 1 เดือน หญิงหูดีก็เสียชีวิตลง

ส่วนคนหูหนวกยังมีชีวิตต่อมาจนถึงทุกวันนี้ นี่ก็เลยมาเป็นปีที่สามแล้ว

………………………..

ปรัชญาที่ 3 วิเคราะห์ & ลงมือทำ

วินัยและมงคลเปิดบริษัทเล็กๆเหมือนกัน

ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง วินัยผู้คำนวณเหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำ

รู้ว่าจะมีเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กประมาณ 30% ต้องปิดตัวลง

และบริษัทของเขาก็คงไม่รอดแน่ๆ เขาตัดสินใจปิดกิจการ

และปันเงินส่วนหนึ่งให้ลูกน้องในบริษัทเพื่อไปทำทุน

ส่วนมงคล เขาไม่ค่อยรู้ทิศทางของเศรษฐกิจ

คนส่วนมากมองว่ามงคลเป็นเจ้าของกิจการที่โง่ทึ่มเสียด้วยซ้ำไป

เมื่อได้ยินวินัยเล่าถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาบอกกับวินัยว่า

“อนาคตเป็นเรื่องที่ยากคาดคะเน มันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่นายคิดก็เป็นได้”

มงคลคิดว่า หากยังคงหางานให้ลูกน้องทำได้ในแต่ละวัน โอกาสก็เป็นของเขาและลูกน้องในบริษัท

สุดท้าย บริษัทของมงคลยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงทุกวันนี้

ว่ากันว่า…

เรื่องบางเรื่องไม่รู้ดีกว่ารู้ หูหนวกสงบกว่าหูดี วิเคราะห์เก่งไม่เท่าลงมือทำ

นี่คือสิ่งที่เรามักจะพูดกันอยู่เสมอว่า “ทำตัวโง่บ้างก็ดีเหมือนกัน”

อันที่จริง ความสุขและความสงบอาจซ่อนอยู่กับความโง่เซ่อก็อาจเป็นได้

เพราะเมื่อไหร่ที่เราฉลาดและรู้เท่าทันผู้คน

ความสุขความสงบก็อันตรธานหายไปจากชีวิตเราในทันที

___________________________________

ขอขอบคุณ :  Aabpost
5
แต่งตั้งให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รักษาการในตำแหน่ง
คำสั่งที่ 218/2561
คำสั่งสำนักงาน กศน.จังหวัดสระบุรี

**************************************

6
โครงการพัฒนาบุคลากร ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรวิชาชีพครู
ของสำนักงาน กศน.จังหวัดสระบุรี

7
เมื่อทุกอย่างในโลก สามารถตอบสนองความต้องการได้แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส
แล้วการจัดการศึกษาของ กศน. จะอยู่อย่างไร
“เขียนไว้ในมุมหนึ่งของความคิดเพื่อบันทึกไว้”
เลิศชาย ปานมุข ครู กศน.
8 พฤศจิกายน 2561

**********************

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ปัจจุบัน ความรู้ต่างๆซึมซับเข้ามาในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น เมื่อเราเริ่มจับสมาร์ทโฟน ทุกคนสามารถเรียนรู้ ผ่านข้อมูลข่าวสาร ผ่านความต้องการ ผ่านความสนใจในเรื่องนั้นๆ โดยปลายนิ้วสัมผัสและการค้นหาอย่างง่ายดาย แม้จะไม่ใช่การศึกษาที่มีรูปแบบการวัดผลประเมินผลที่ชัดเจน แต่ก็เป็นการศึกษาที่เกิดขึ้นจริงแล้วในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ขึ้นอยู่กับการเลือกรับ นั่นหมายถึง เป็นการเริ่มต้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันทางความคิด กับสิ่งที่อ่าน สิ่งที่ดู สิ่งที่เห็น อย่างมีวิจารณญาณ แต่กระนั้น ก็ยังคงต้องแนะนำ ควบคุม หรือ ส่งเสริมการแสวงหาความรู้ให้ถูกต้องและเกิดประโยชน์มากที่สุด

ในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์คและอินเตอร์เน็ต องค์ความรู้ต่างๆมีมากมายมหาศาล ในทุกสาขาวิชา ทุกสาขาอาชีพ รวมถึงมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องที่ประสบความสำเร็จ และสิ่งที่ผิดพลาดล้มเหลวผ่านบุคคลต่างๆ ซึ่งเป็นข้อมูลอย่างดียิ่ง ในการนำไปปรับใช้ในการทำงานหรือการดำเนินชีวิต และช่วยในการคิด การตัดสินใจ ได้เร็วขึ้น เพราะการลองผิดลองถูกด้วยตนเองนั้น ต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควร จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน เยาวชนคนรุ่นใหม่จำนวนมากประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เราได้เห็นการทำธุรกิจ ทำการค้า ในรูปแบบร้านค้าออนไลน์โดยไม่ต้องเรียนการตลาดหรือบริหารธุรกิจ เราได้เห็นการทำการท่องเที่ยวแบบบ้านๆผ่านไอเดียที่สร้างสรรค์ โดยไม่ต้องจบสถาปนิกและการประชาสัมพันธ์ เราได้เห็นการผลิตสินค้า Handmade ที่มีความหลากหลายตรงใจลูกค้า โดยไม่ต้องเรียนการออกแบบ เราได้เห็นการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมสินค้าชุมชน โดยชาวบ้านเอง ไม่ต้องผ่านหน่วยงานราชการ เป็นต้น ซึ่งอีกไม่กี่ปีนับจากนี้ เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเกือบทุกอย่าง อุตสาหกรรมจะแทนที่ด้วยเครื่องจักร AI ระบบการเรียนการสอนระดับมหาวิทยาลัยจะแทนที่ด้วย MOOC การเงินการธนาคารจะแทนที่ด้วยระบบ Mobile Banking ห้างสรรพสินค้าและร้านโชห่วยจะแทนที่ด้วยการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ และอีกมากมาย

แล้ว กศน. ในฐานะนักจัดการศึกษาจะอยู่อย่างไร

เมื่อกลุ่มเป้าหมายของเราหลายกลุ่มมีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป เราจึงต้องพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ซึ่ง กศน. ขึ้นชื่อว่า เป็นนักจัดกิจกรรม นักจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี คือการใช้ “กิจกรรม นำความรู้” ดังนั้นเราต้องเป็นผู้สร้างกิจกรรมที่ท้าทายตอบโจทย์ความต้องการและการสร้างการรับรู้ใหม่ๆได้ ทำให้เกิดความสุข ความสนุกสนาน และรอยยิ้ม เพราะอย่าลืมว่าความรู้ที่เราถ่ายทอดนั้น ส่วนใหญ่มีอยู่ในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์คและอินเตอร์เน็ตเกือบทั้งหมดแล้ว แต่สิ่งที่เทคโนโลยียังไม่สามารถทำได้ คือ การทำให้คนเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดอย่างสร้างสรรค์ จุดประกายความคิดใหม่ๆ หรือใช้ในการแก้ไขปัญหา ตามปรัชญา “คิดเป็น” ของ กศน. รวมถึงการสร้างความรัก ความสามัคคี และการมีจิตสาธารณะ ซึ่งเครื่องจักรไม่สามารถทำให้คนมีความคิดในรูปแบบที่ซับซ้อนนี้ได้ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะมาช่วยให้การดำเนินชีวิต มีความสะดวกสบาย หรือมีความสุขมากเพียงใด แต่มนุษย์ก็ยังคงเป็นสัตว์สังคม ยังคงต้องการปฏิสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน พึ่งพาอาศัยกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ในสังคมสีเทาบนโลกใบนี้

โจทย์ใหญ่ของการจัดการศึกษา ในยุคที่ต้องแข่งขันกันทำงาน ผ่านคำอันสวยหรูว่า “ไทยแลนด์ 4.0”

///เขียนเล่นๆเพื่อบันทึกไว้ เมื่อมองไปนอกหน้าต่าง ท่ามกลางนาข้าว///
************************
8
บทความในความคิด / พันธ์ุไม้ในองค์กร
« กระทู้ล่าสุด โดย เลิศชาย ปานมุข เมื่อ พฤศจิกายน 07, 2018, 10:23:35 PM »
“สวนสวยก็ด้วยพันธุ์ไม้หลากสี
การทำงานขององค์กรที่ดี
ต้องมีคนที่มีความรู้ความสามารถที่หลากหลาย
ภายใต้การประสานการทำงานร่วมกันอย่างลงตัว
เพื่อลบจุดด้อย เสริมจุดเด่น เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
ที่สำคัญต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง”

ผู้นำกับการบริหาร จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ สถานการณ์จะเป็นเครื่องพิสูจน์วุฒิภาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของ  EQ  : Emotional Quotient ความฉลาดทางอารมณ์ SQ : Social Quotient ความฉลาดทางสังคมที่จะใช้ในการทำงานอยู่ร่วมกับผู้อื่นให้ได้ และ AQ : Adversity Quotient ความฉลาดในการแก้ไขปัญหาในการทำงาน และสถานการณ์ต่างๆ นอกจากความรู้ความสามารถที่ตนเองมี ที่สำคัญ “ใช้คนให้ถูกกับงาน” และ “มีความรับผิดชอบต่อคำพูดที่มีต่อผู้อื่น ทั้งเพื่อนร่วมงาน ผู้นำชุมชน และประชาชนผู้รับบริการ”

คนทุกคนในองค์กร ล้วนมีศักยภาพในบางเรื่องแตกต่างกัน จงค้นหาศักยภาพของคนทุกคน และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำงานและการพัฒนาองค์กร ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะ "การบริหาร คือ การทำงานให้ประสบความสำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น"

เขียนบันทึกไว้ ในวันที่บทความเรื่อง "ปรัชญานิ้วก้อยในการทำงาน" เตือนขึ้นมาในหน้าความทรงจำของ facebook ย้อนหลัง 2 ปี วันที่ 16 กันยายน 2559 อ่านบทความที่เขียนได้ที่
http://www.lertchaimaster.com/forum/index.php?topic=1292.0

เลิศชาย ปานมุข
16 กันยายน 2561
9
เด็กยุค Generation Alphas กับการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ
โดย พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ


จากการเก็บข้อมูลของสำนักวิจัยหลายแห่งพบว่า โลกของเรามีเด็กในยุค Gen Alpha (พวกเขาอยู่ในช่วงอายุที่เพิ่งเกิดใหม่ถึงอายุ 8 ขวบในขณะนี้ หรือเกิดในช่วงปี ค.ศ. 2010-2025) ที่เกิดใหม่ทั่วโลกราว 2.5 ล้านคนต่อสัปดาห์ ซึ่งเกิดมาพร้อมกับสมาร์ทโฟน, การอัพโหลด YouTube ที่มีเนื้อหามหาศาลเพิ่มขึ้นตลอดเวลาทุกวินาที จนทำให้เด็กๆ ในยุค Gen Alpha ดูเนื้อหา video มากกว่าการเขียนและอ่านตัวอักษร (การดู video 1 เรื่องจะได้สาระ ยิ่งกว่าการอ่านหนังสือ 1 เล่ม) ไปจนถึงถ่ายรูปและแชร์ประสบการณ์กันได้ทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาอยู่ในโลกแห่ง “Screenagers” ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมใหม่ของมนุษยชาติที่มีพฤติกรรมการเฝ้าติดตามข่าวสารข้อมูลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสารที่หลากหลาย (multiple screens) อย่างสมาร์ทโฟน และ แท็บเล็ต ทั้งวัน หรือตลอดเวลา

เด็กๆ ใน Gen Alpha กำลังเติบโตมาเป็นวัยรุ่น พร้อมๆ กันกับที่พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การศึกษา สิ่งบันเทิง ธุรกรรมทางการเงิน และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเพียงปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น ดังนั้นพวกเขามีแนวโน้มที่จะมีการศึกษาที่มีคุณภาพดีเยี่ยมกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา จึงทำให้มีการคาดว่าพวกเขาจะมีความมั่งคั่งมากกว่าคนยุคในอดีตที่ผ่านมาเช่นกัน อีกทั้งพวกเขาจะทำงานในช่วงอายุที่ยาวนานขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะงานมากกว่าคนในยุคก่อนๆ ด้วยรูปแบบงานฟรีแลนซ์ด้วยการจ้างงานเป็นโปรเจค และพวกเขาจะมีอายุยืนยาวขึ้นเนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดงานของเขาก็จะมีสูงอย่างมาก เพราะพวกเขาจะต้องมีความเชี่ยวชาญสูงในยุคความชาญฉลาดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังทรงอิทธิพลในทุกมิติ

แนวโน้มที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งคือ ประสบการณ์ของคนในยุค Gen Alpha จะมีประสบการณ์ที่มีความลึกซึ้งผสมผสานเชื่อมกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและ AI อย่างเหนียวแน่นจากการใช้งานของเล่นที่ล้ำยุคของพวกเขาที่เรียกว่า “internet of toys” โดยที่ของเล่นของพวกเขาจะประกอบด้วยเทคโนโลยี voice and image recognition ที่สามารถวิเคราะห์และจดจำเสียงและภาพได้ ซึ่งอุปกรณ์ใช้งานและของเล่นของพวกเขา จะมีการเชื่อมต่อกันแบบ Internet-of-Things หรือ IoT โดยมี AI ฝังอยู่ในทุกอุปกรณ์ เช่น Amazon Echo และ Google Home เป็นต้น

การที่เทคโนโลยีได้ถึงมือผู้เรียนอย่างรวดเร็วและราคาถูก จนทำให้พวกเขาสามารถค้นหาข้อมูลความรู้ได้เร็วกว่าที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิมจัดให้ ซึ่งเด็กๆ ใน Gen Alpha กำลังเติบโตมากับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ด้วยการพัฒนาสู่เทคโนโลยี Mobile Internet 5G ที่ผนวกเข้ากับ AI จนทำให้เกิดความชาญฉลาดขึ้นอย่างแพร่หลายในการเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้แบบอัตราเร่งในทศวรรษนี้ อีกทั้ง 5G จะทำให้อุปกรณ์บนมือของคน Gen Apha รวมไปถึงอุปกรณ์สวมใส่ตามร่างกาย ไปจนถึง sensor ตามสถานที่และในอุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมโยงกันและส่งข้อมูลในรูปแบบ realtime

การศึกษาของคนในยุค Gen Alpha จะเป็นทั้งในรูปแบบที่มีคุณลักษณะเฉพาะบุคคล เป็นรูปแบบการศึกษาในเชิงลึก (เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน) โดยพวกเขาจะใช้สื่อดิจิทัลแบบสตรีมมิ่งออนไลน์ที่เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา และองค์กรภาคเอกชนจะเข้ามามีอิทธิพลต่อช่วงเวลาการเรียนของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการค้นหานักเรียนที่มีความสามารถที่โดดเด่น พวกเขาก็จะได้รับทุนการศึกษาและได้รับการจ้างงานก่อนจบการศึกษา ซึ่งแท้ที่จริงแล้วในยุค Gen Alpha จะไม่มีตารางวันจบการศึกษาที่แน่นอนเหมือนในยุคก่อนๆ ที่ผ่านมา เพราะการศึกษาจะเป็นรูปแบบการศึกษาตลอดชีวิต (lifelong learning) เพราะองค์ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ

จากผลการศึกษาวิจัยของ Johnson Controls ในหัวข้อ Smart Workplace 2040: The Rise of the Workspace Consumer พบว่าในช่วงปี 2040 บ้านหรือที่พักอาศัยจะกลายเป็นสถานที่ในการเรียนและการทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม เช่น Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) จะทำให้มวลมนุษยชาติทำงานและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดและเวลาใดก็ตาม เนื่องจากการทำลายกำแพงของเวลาและช่องว่างระหว่างกัน ด้วยการเชื่อมต่อถึงกันได้ทั่วโลกจะทำให้ระยะทางและเวลาไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าด้วยอัตราเร่ง จึงทำให้รูปแบบการทำงานและอาชีพต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ระบบการศึกษาในปัจจุบันกำลังถูกท้าทายและจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตอันใกล้หากเราไม่เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน เพราะแนวทางและสิ่งที่เราสอนเด็กๆ ใน Gen Alpha ไม่สามารถทำให้พวกเขามีความสามารถทำงานร่วมกับเครื่องจักรแบบอัตโนมัติและ AI ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับในหลายประเทศทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย) ที่การเข้าถึงการศึกษายังถือว่ามีราคาแพง (สำหรับคนยากจนจำนวนมาก) และมาตรฐานการเรียนการสอนที่ไม่ทันโลก ก็จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของคนในประเทศสูงขึ้นเรื่อยๆ

การสอนคนใน Gen Alpha ด้วยคนในยุค Gen-X และ Gen-Y ที่เมื่อผู้สอนอายุเท่าผู้เรียนก็ไม่เคยมีประสบการณ์ที่อยู่กับเทคโนโลยีแบบนั้นมาก่อนเลย จนทำให้ต่างสงสัยกันว่า คนในยุค Gen-X และ Gen-Y จะใช้วิธีการสอนในอดีตเพื่อเตรียมคนในยุค Gen Alpha ไปทำงานในอนาคตที่มีทั้ง AI, โดรน และหุ่นยนต์ได้อย่างไร

Reference
‭https://thinkstrategicforschools.com
‭http://www.academia.edu
‭https://onlinehighschool.stanford.edu‬
‭http://www.right-to-education.org
............................................

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
ผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมและที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital transformation)
‭www.เศรษฐพงค์.com‬
หน้า: [1] 2 3 ... 10