เมษายน 22, 2018, 03:34:30 PM

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
2
          การเล่นกับเด็กเป็นของคู่กัน คำกล่าวเช่นนี้อาจจะไม่เป็นจริงมากนักแล้วในสังคมปัจจุบันที่ชีวิตต้องเผชิญการแข่งขันจากทุกทิศทางและทุกกลุ่มวัย แม้แต่กลุ่มเด็กเล็ก ที่ต้องเผชิญการสอบแข่งขันเข้าเรียนตั้งแต่ในระดับชั้น ป.1 จึงเป็นตัวเร่งให้พ่อแม่ที่ให้ความสำคัญกับวิชาการของลูก ต้องส่งลูกเรียนกวดวิชาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเพียงอนุบาล!! นับเป็นการลดทอนเวลาเล่นของเด็กอย่างมาก!!

          เข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ฉายภาพสถานการณ์การเล่นของเด็กไทยว่า ปัจจุบันการเล่นของเด็กเปลี่ยนแปลงไปมาก การได้เล่นกับธรรมชาติน้อยลง ปัจจัยสำคัญเนื่องจากการศึกษา ที่พ่อแม่ถูกกระแสแข่งขันทางวิชาการ อยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆมีชื่อเสียง จึงมุ่งเน้นให้ลูกมีการศึกษาที่มุ่งเน้นไปสู่การแข่งขันกับคนอื่นให้ได้ จึงต้องส่งลูกเข้าไปเรียนกวดวิชาตั้งแต่อายุน้อยๆ บางคนให้ลูกเรียนติวตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนเป็นการเบียดเบียนเวลาที่ลูกควรจะได้เล่น

          รวมถึง การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ค่อนข้างเร็ว โทรศัพท์มือถือมีราคาถูก พ่อแม่จึงนำมาใช้ในการเลี้ยงลูก ทำให้ลูกเงียบ อยู่นิ่งๆ หรือทำให้สงบ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่พัฒนาในเรื่องความคิดสร้างสรรค์หรือทักษะชีวิตของเด็ก และ การเปลี่ยนของสภาพแวดล้อมในสังคม ที่นอกบ้านอาจจะมีอันตรายเพิ่มมากขึ้นกว่าอดีต เด็กจึงถูกพ่อแม่ห้ามไม่ให้ไปเล่นนอกบ้าน เพราะฉะนั้น พ่อแม่และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันคืนชีวิตความเป็นเด็กให้กับเด็ก

          "พ่อแม่เป็นอุปสรรคสำคัญในการขัดขวางการเล่นของลูก เพราะได้รับผลจากการศึกษาแบบแข่งขัน ซึ่งหากสังคมไทยยังมองการเรียนรู้ของเด็กว่าเป็นแง่ของวิชาการและเพื่อการแข่งขันก็จะมุ่งให้เด็กเน้นไปในเรื่องวิชาการ แต่ถ้าหากเข้าใจว่าการเรียนรู้ของเด็กไม่ใช่เพียงแค่วิชาการเท่านั้น ต้องเข้าใจว่าการเรียนคือชีวิต ที่ต้องเรียนรู้เรื่องทักษะชีวิตอื่นๆด้วย" เข็มพรกล่าว

          ขณะที่ในระดับนานาชาติก็เผชิญปัญหาการเล่นของเด็กไม่แตกต่างกัน นางเคธี หวอง รองประธานสมาคมการเล่นนานาชาติ กล่าวว่า สถานการณ์การเล่นของเด็กในระดับนานาชาติ ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ จากผลการศึกษาปัญหาการเล่นของเด็กใน 8 ประเทศ พบปัญหาคล้ายคลึง เช่น ผู้ใหญ่ไม่เห็นความสำคัญ สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย พ่อแม่กลัวอันตราย หน่วยงานราชการไม่มีนโยบายสนับสนุนการเล่นหรือมีแต่ไม่เพียงพอ ไม่มีพื้นที่ ไม่มีของเล่น แรงกดดันจากพ่อแม่ที่เด็กต้องเรียนเก่ง ไม่มีกำหนดเวลาเล่นเมื่อไปโรงเรียน เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตเด็กมากจนเกินไป

          "สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญในการเล่นอิสระของเด็ก แม้ว่าการเล่นจะเป็นหนึ่งในสิทธิที่เด็กพึงได้รับ โดยได้ระบุไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กข้อที่ 31 ว่า เด็กมีสิทธิที่จะมีการพักและเวลาพักผ่อน การเข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นสันทนาการที่เหมาะสมตามวัย การมีส่วนร่วมอย่างมีเสรีภาพเหมาะสม แต่กลับเป็นสิทธิที่ถูกลืม คิดว่าเด็กเล่นอยู่แล้วเลยไม่ได้สนใจ มองข้ามเพิกเฉยทั้งที่จริงแล้วสำคัญมาก" เคธีกล่าว

          เคธี บอกด้วยว่า สมาคมการเล่นนานาชาติจึงมีการขับเคลื่อนส่งเสริมให้ทั่วโลกเห็นความสำคัญของสิทธิเด็กโดยผลักดัน 4 ประเด็นสำคัญคือ 1.ส่งเสริมสิทธิของเด็กในการเล่น นิยามการเล่นในมุมมองของเด็ก คือเด็กเป็นผู้ริเริ่ม เกิดจากแรงจูงใจภายในของเด็ก ยืดหยุ่นได้ 2.สนับสนุนให้ผู้ใหญ่ส่งเสริมการเล่นของเด็ก ส่งเสริมให้เด็กสามารถเล่นได้ทุกที่ ทุกโอกาส ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายส่วนไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ครู แพทย์ ฯลฯ 3.มีสนามเด็กเล่นที่ไม่กีดกั้นการเข้าถึงของเด็กทุกคน โดยสร้างสนามเด็กเล่นที่สนุกสนาน ปลอดภัย ส่งเสริมจินตนาการ ไม่กลัวความเสี่ยงแต่สามารถจัดการความเสี่ยงได้  4.สร้างเมืองที่เป็นมิตรกับเด็กทุกคนมีส่วนร่วมเข้าถึงได้ เช่นที่แคนาดา มีทางเท้าที่เด็กสามารถเดินทางบ้านไปโรงเรียน หรือไปสนามเด็กเล่น อย่างปลอดภัย หรือบ้านที่เป็นมิตรกับการเล่น

          ยิ่งเล่นสมอง (เด็ก) ยิ่งพัฒนา

          รศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกถึงผลการวิจัยการเล่นกับการพัฒนาสมองว่า จากโครงการเฝ้าระวังพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายของประชากรไทย พ.ศ.2559 ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ให้ข้อมูลการใช้เวลาในแต่ละวันของเด็กไทยว่า เนือยนิ่ง 13.08 ชั่วโมง ติดจอ 3.09 ชั่วโมง และวิ่งเล่น 0.42 ชั่วโมง จะเห็นได้ว่าเวลาในการวิ่งเล่นมีน้อย ทั้งนี้ 5 คำถามที่มีการสงสัย คือ

          1.การให้เด็กมีกิจกรรมทางกายหรือได้เล่นแล้วจะฉลาดหรือไม่ ซึ่งการมีกิจกรรมทางกาย สมองส่วนกลางจะทำงาน ทำให้สมองส่วนเกรย์ เมทเทอร์(Gray matter) หนา ใหญ่และแข็งแรงขึ้น โดยส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ความจำถูกเก็บไว้ หากส่วนนี้จะยิ่งหนา ใหญ่ก็เหมือนสมองมีเมมโมรี่ที่จะเก็บได้มาก

          2.ออกกำลังกายแล้วความจำดีขึ้นหรือไม่ โดยกิจกรรมทางกายจะเพิ่มขนาดของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส(Hippocampus) ที่อยู่กลางสมอง หากมีขนาดใหญ่จะทำให้การรับสิ่งต่างๆหรือดาวน์โหลดข้อมูลเข้าสู่สมองง่ายไปหมด มีผลต่อความจำ

         3.ออกกำลังกาย ป้องกันความจำเสื่อมจริงหรือไม่ ซึ่งกิจกรรมทางกายเป็นการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดสู่สมอง ทำให้การเรียนรู้ดีขึ้น เดินเร็ว 30-45 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ช่วยลดแนวโน้มของโรคความจำเสื่อม การออกกำลังกายที่ส่งเสริมความสมดุล ความคล่องแคล่ว ช่วยเสริมทักษะการรับรู้ และกระบวนการคิด เช่น การเต้นร่วมกันหลายๆคน การเดิน

          4.ออกกำลังกายแล้วเพิ่มสมาธิหรือไม่ โดยมีงานวิจัยในเนเธอร์แลนด์พบว่า กลุ่มนักเรียนที่ออกกำลังกายหลังเลิกเรียนมีแนวโน้มในการทนต่อการถูกรบกวนได้ดีขึ้น ทำงานขนานกันได้มากขึ้น ประมวลผลทางความคิดได้ดีขึ้น และการทดสอบในนักเรียนที่ประเทศเยอรมนี พบว่า 10 นาทีเพื่อทำกิจกรรมให้หลายส่วนของสมองทำงานพร้อมกันช่วยเพิ่มสมาธิ และ

          5.ออกกำลังกายแล้วสุขภาพจิตดีหรือไม่ การทำสมาธิและเล่นโยคะ 8 สัปดาห์ ลดขนาดของอมิกดาลา (Amygdala) ส่วนหนึ่งของสมองเกี่ยวกับความกลัว ความวิตกกังวล เมื่ออมิกดาลาเล็กลง ก็ลดอาการหดหู่ ความกลัว วิตกกังวล ขณะเดียวกันเพิ่มฮอร์โมนเอนโดฟิน เพิ่มความสุข ลดความเครียด

          "เหล่านี้เป็นผลของการเล่นหรือการมีกิจกรรมทางกายที่ส่งผลดีต่อสมองส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนหรือโทรศัพท์มือถือไม่สามารถช่วยทำให้เกิดขึ้นได้" รศ.ยศชนันกล่าว  รศ.ยศชนัน เปิดเผยด้วยว่า จากการศึกษาเรื่อง "ออกมาเล่น"(Active Play) หรือการเคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อโครงสร้างและทำให้มีการใช้พลังงานของร่างกายมีทั้งระดับเบา ปานกลางและหนักกับสมอง ด้วยการวัดคลื่นไฟฟ้าสมองก่อนและหลังเล่นในเด็กทั่วประเทศ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ประถมต้นอายุ 6-9 ปีและประถมปลาย 9-12 ปี ในพื้นที่เชียงใหม่ กรุงเทพฯและขอนแก่น รวมจำนวน 116 คน โดยปล่อยให้เด็กเข้าฐานเพื่อเล่นในกิจกรรมนันทนาการตามช่วงวัย สรุปกิจกรรมและแนะนำน้องๆในการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการเล่น

          "การวัดคลื่นไฟฟ้าสมองหลังเด็กได้เล่นและวัดหลังจากนั้น 1 เดือนเพราะเด็กต้องทำกิจกรรมการเล่นทุกวันอยู่แล้วสิ่งที่พบ คือ สมองไม่ยุ่งเหยิง และเป็นสมองที่พร้อมในการเรียนรู้" รศ.ยศชนันกล่าว

          รศ.ยศชนัน บอกด้วยว่า เมืองไทยมีสิ่งที่เป็นคัมภีร์ทั้งรำไทย โขน หรือรำวงมาตรฐาน 12 ท่า เป็นสิ่งที่ช่วยให้มีการพัฒนาสมองครบทุกส่วน ไม่ต้องไปแสวงหากิจกรรมอื่นที่ไกล มีสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่เชย แต่หากส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้และทำแล้วจะทำให้ช่วยพัฒนาสมองดีขึ้น เนื่องจากรำไทยมีการขยับร่างกายเกือบทุกส่วน สมองส่วนกลางทำงาน ต้องคอยมองคู่รำจากสายตา สมองส่วนหลังทำงาน  ต้องจดจำท่าทางสมองส่วนฮิปโปแคมปัสทำงาน ต้องตัดสินใจว่าท่าต่อไปจะเป็นท่ารำอะไรสมองส่วนหน้าทำงาน เป็นการใช้สมองทุกส่วน

          ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
3
ไขข้อสงสัย 'โอเน็ต'เด็กไทย ยิ่งสอบ-ยิ่งต่ำ

          สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ประกาศผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้น พื้นฐาน หรือโอเน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2560 ใน 4 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เรียบร้อยแล้ว คะแนนภาพรวมยังตกต่ำเช่นทุกปี

          โดย ป.6  วิชาภาษาไทย เข้าสอบ 704,705 คน คะแนนเฉลี่ย 46.58 คะแนน ภาษาอังกฤษ เข้าสอบ 704,692 คน คะแนนเฉลี่ย 36.34 คะแนน คณิตศาสตร์ เข้าสอบ 704,633 คน คะแนนเฉลี่ย 37.12 คะแนน และ วิทยาศาสตร์ เข้าสอบ 704,697 คน คะแนนเฉลี่ย 39.12 คะแนน

          ส่วน ม.3 ภาษาไทย ผู้เข้าสอบ 643,904 คน คะแนนเฉลี่ย 48.29 คะแนน ภาษาอังกฤษ ผู้เข้าสอบ 643,592 คน เฉลี่ย 30.45 คะแนน คณิตศาสตร์ ผู้เข้าสอบ 643,772 คน คะแนนเฉลี่ย 26.30 คะแนน และวิทยาศาสตร์ ผู้เข้าสอบ 643,462 คน คะแนนเฉลี่ย 32.28 คะแนน

          เมื่อเปรียบเทียบกับปีการศึกษา 2559 สอบช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา พบว่าคะแนนยังคงไม่กระเตื้องเท่าที่ควร แถมบางวิชาลดลง

          ระดับ ป.6 ภาษาไทย ผู้เข้าสอบ 724,347 คน คะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศ 52.98 สังคมศึกษา ผู้เข้าสอบ 724,342 คน คะแนนเฉลี่ย 46.68 ภาษาอังกฤษ ผู้เข้าสอบ 724,336 คน คะแนนเฉลี่ย 34.59 วิชาคณิตศาสตร์ ผู้เข้าสอบ 724,285 คน คะแนนเฉลี่ย 40.47 และวิชาวิทยาศาสตร์ ผู้เข้าสอบ 724,349 คน คะแนนเฉลี่ย 41.22

          สำหรับ ม.3 ภาษาไทย ผู้เข้าสอบ 637,491 คน คะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศ 46.36 สังคมศึกษา ผู้เข้าสอบ 637,245 คน คะแนนเฉลี่ย 49.00 ภาษาอังกฤษ ผู้เข้าสอบ 637,406 คน คะแนนเฉลี่ย 31.80 คณิตศาสตร์ ผู้เข้าสอบ 637,256 คน คะแนนเฉลี่ย 29.31 วิทยาศาสตร์ ผู้เข้าสอบ 637,047 คน คะแนนเฉลี่ย 34.99

          แม้ นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการ สทศ. ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักจะออกมาบอกว่า ภาพรวม ผลสอบโอเน็ต นักเรียน ป.6 และ ม.3 ปีนี้ มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง ไม่ต่างจากที่ผ่านมา แต่ต้องยอมรับว่าผลคะแนนที่ออกมาสะท้อนถึงคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนซึ่งอาจจะยังไม่สามารถนำผลสอบโอเน็ต ที่ออกมาไปใช้ในการพัฒนา ปรับปรุงการเรียนการสอนได้ตามวัตถุประสงค์

          นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกชัดว่าถึงเวลาแล้วที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะต้องทบทวนการจัดสอบโอเน็ต และหาเครื่องมือการวัดผลอย่างอื่นมาใช้แทน เพื่อให้การประเมินผลระดับชาติเกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง

          สำหรับคะแนนปีนี้ ทำให้เห็นได้ว่าการศึกษาไทยไม่กระฉับกระเฉง ทั้งที่มีข้อเสนอและมีการปรับเปลี่ยนต่างๆ ออกมาอย่างมากมาย แต่ยังคงไม่เกิดการพัฒนา

          โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปี ซึ่งรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศและปฏิรูปการศึกษา แต่ผลคะแนนระดับชาติกลับไม่ตอบโจทย์ มิหนำซ้ำยังย่ำอยู่กับที่ ดังนั้น การที่เราใช้โอเน็ตมาหลายปี แต่การศึกษายังไม่ดีขึ้น สะท้อนอะไรได้หลายอย่าง เหมือนกำลังหลงทาง ผลคะแนนที่ออกมาผิดวัตถุประสงค์การจัดสอบระดับชาติ ที่ควรเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาการศึกษาประเทศ

          "คะแนนโอเน็ตสะท้อนให้เห็นว่า จริงๆ แล้วการศึกษาไทยไม่ไปไหน ศธ.หวังว่าจะใช้คะแนนโอเน็ตเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาการศึกษา แต่เท่าที่ดูไม่มีครูหรือโรงเรียนใด นำผลคะแนนไปใช้พัฒนาการเรียนการสอน ผมคิดว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ ศธ.ควรทบทวนการสอบโอเน็ตใหม่ว่าสอบเพื่ออะไร และผลลัพธ์ที่ได้ตอบโจทย์ประเทศได้ตามที่ต้องการหรือไม่ เพราะการจัดสอบแต่ละครั้งใช้งบประมาณค่อนข้างมาก หรือควรหาเครื่องมืออื่นที่เหมาะสมกว่ามาใช้แทนโอเน็ต" นายสมพงษ์กล่าว ขณะที่ นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มองว่าที่ผ่านมา กอปศ.ได้พูดคุยถึงเรื่องนี้ แต่ไม่ได้มองในประเด็นที่ว่าควรมีการสอบโอเน็ตหรือไม่ กอปศ.มองในมุมของทักษะการเรียนการสอน ซึ่งในช่วงชั้นที่ 1 คือ ป.1-3 เด็กไม่ควรเรียนเนื้อหาที่มากเกินไป แต่ควรสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นสมรรถนะ สร้างทักษะการเรียนรู้ที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การล้างมือ ความมีน้ำใจ มารยาทต่างๆ ที่ต้องรู้ในชีวิตประจำวัน จากนั้นค่อยไปเรียนเนื้อหาบางส่วนในช่วงชั้นที่ 2 ป.4-6

          สาเหตุที่มองเช่นนี้เพราะพบว่า เนื้อหาหนักๆ ที่เด็กเรียนในชั้นประถมศึกษาสามารถใช้เวลาเรียนรู้ได้ไม่นานเมื่อเด็กเรียนในชั้นมัธยมศึกษา ดังนั้น จึงอาจไม่จำเป็นที่เราต้องเร่งให้เด็กเรียนเนื้อหาหนักๆ ตั้งแต่แรกๆ

          "การที่คะแนนโอเน็ตต่ำ มีสองประเด็นคือ ความรู้ของเด็กไม่เพียงพอหรือข้อสอบไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งในส่วนของข้อสอบ ผมไม่ขอวิจารณ์เพราะไม่เห็นเนื้อหาข้อสอบ สิ่งที่พูดได้คือส่วนความรู้ของเด็ก ซึ่งภาพรวมพบว่า เด็ก ป.1-3 จะได้รับความรู้ในส่วนเนื้อหาที่ค่อนข้างมาก ดังนั้น ถ้าข้อสอบโอเน็ตออกเน้นเนื้อหาแล้วคะแนนต่ำ หมายความว่า การเรียนการสอนในห้องเรียนมีความผิดพลาด แต่ถ้าข้อสอบ เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ แล้วคะแนนต่ำ ถือว่าข้อสอบไม่ตรงกับการเรียนการสอน

          "ส่วนจะถึงขั้นต้องยกเลิกโอเน็ตเลยหรือไม่นั้น ผมไม่สามารถบอกได้ ส่วนตัวคิดยังคงต้องมีการประเมินระดับชาติ ในระดับชั้น ป.6 และ ม.3 จะไม่รู้มาตรฐานของ โรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ส่วนจะเรียกว่า โอเน็ตหรือไม่นั้น ตรงนี้ไม่สามารถบอกได้" นพ.เฉลิมชัยกล่าว

          ผลคะแนนโอเน็ตที่ไม่ดีขึ้น ถือเป็นหนึ่งโจทย์สำคัญที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. คงต้องเร่งหาคำตอบ

          เพราะผลคะแนนที่ออกมายังสวนทางกับนโยบายปฏิรูปการศึกษา ที่หวังพัฒนาการศึกษาไทยให้ดีขึ้น
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 31 มี.ค. 2561 (กรอบบ่าย)
4
บทความการศึกษา / ปลุกเด็กไทยให้’ตื่นรู้’
« กระทู้ล่าสุด โดย เลิศชาย ปานมุข เมื่อ เมษายน 02, 2018, 02:38:52 PM »
          ความรวดเร็วของสังคมยุคโลกาภิวัตน์ทำให้คนเราต้องเร่งรีบในการใช้ชีวิตต่อสู้ดิ้นรนเพื่อตัวเอง จนอาจจะลืมนึกถึงคนอื่น เป็นที่มาของปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่เราเห็นกันจนชินตา เช่น การทิ้งขยะไม่เป็นที่ ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า ขับรถย้อนศร หรือการจอดรถในที่ห้ามจอด ฯลฯ

          แนวทางหนึ่งที่น่าสนใจว่า อาจเป็นหนทางแก้ไขหรือสร้างสังคมให้ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน นั่นคือการสร้างคนที่มีความตระหนักรู้และสนใจปัญหาสังคม อย่างที่เรียกว่า Active Citizen หรือ “พลเมืองตื่นรู้” ให้เกิดขึ้นในสังคม Active Citizen หรือ พลเมืองตื่นรู้ นอกจากจะเป็นคนที่มีจิตอาสาแล้ว ยังต้องพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ รู้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีจิตสาธารณะ โดยหวังว่า การเป็นพลเมืองที่แอคทีฟจะทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การสร้างพลเมืองตื่นรู้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยดูจะไม่ง่ายนักเพราะวิธีการเรียนรู้ของระบบการศึกษาไทยนั้นชวนหลับเสียเหลือเกิน

          ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวบนเวทีเสวนาเรื่อง “การจัดการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง” ในโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก ปี 3 ว่า พลเมืองตื่นรู้ ไม่สามารถสร้างขึ้นได้จากระบบการศึกษาของไทย ที่เน้นการท่องจำ และมองว่า จุดประสงค์ของการศึกษาคือการเรียน อ่าน และท่องจำเพื่อนำไปสอบ “ระบบการศึกษาไทยทุกวันนี้ ทำให้เด็กผูกติดอยู่กับตำรา ไม่ค่อยไขว่คว้าหาความรู้ใหม่ ๆ และไม่ได้ออกไปหาความรู้ในชุมชนหรือจากคนใกล้ตัว จึงขาดทักษะไม่ผูกพันกับชุมชน ไม่รักบ้านเกิด และกลายเป็น พลเมืองที่เนือยนิ่ง หรือ Passive Citizen ในที่สุด” ตามมุมมองของ ดร.สมพงษ์ เห็นว่า การสร้าง Active Citizen ต้องอาศัยการศึกษานอกห้องเรียนที่ใช้กระบวนการ Active Learning เพราะเด็กจะมีโอกาสฝึกคิด วางแผน ลงมือปฏิบัติ และออกไปเรียนรู้สิ่งที่อยู่นอกตำรา ได้สำรวจ พูดคุย รวมทั้งมีปฏิสัมพันธ์กับคนในท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดทักษะในการดำรงชีวิต มีความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เกิดความผูกพัน รัก หวงแหน จนเกิดความคิดที่อยากจะดูแลและพัฒนาชุมชนหรือสังคม

          ส่วนวิธีและขั้นตอนของการสร้างการเรียนรู้แบบ Active Learning นั้น ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้สู่ภูมิสังคมภาคตะวันตก เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นที่สำคัญของ Active Learning คือ การฟังเสียงเด็กว่าเขาอยากเรียนรู้เรื่องอะไร และนำสิ่งนั้นมาเป็นโจทย์ในการเรียนรู้ ให้เขาลงมือปฏิบัติจริง โดยสอดแทรกความรู้ต่าง ๆ ตลอดการทำโครงการทั้งความรู้เกี่ยวกับชุมชน รวมถึงความรู้เรื่องสิทธิและความเป็นพลเมือง “กระบวนการเรียนรู้แบบนี้ อาจนำไปปรับใช้กับการเรียนในระบบได้ เพราะผู้สอนสามารถนำเนื้อหาที่จำเป็นสอดแทรกเข้าไประหว่างการทำกิจกรรม ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนไม่น่าเบื่อ ทั้งยังทำให้เด็กได้ความรู้ รวมทั้งประสบการณ์ จากการเรียนเนื้อหาและลงมือปฏิบัติ”  อย่างไรก็ตาม การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อสร้าง Active Citizen ไม่ใช่แค่ฝึกฝน ให้ความรู้ และทักษะแก่เด็กเท่านั้น แต่ยังต้องมีการอบรมครูและผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเด็ก ให้เข้าใจ เปิดโอกาส และไม่เข้าไปครอบงำเด็ก เพราะจะทำให้เด็กไม่สามารถเกิดการเรียนรู้อย่างอิสระได้ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีครูและอาจารย์ที่สอนในระดับต่าง ๆ ทั้งมัธยมศึกษา อาชีวะศึกษา รวมถึงอุดมศึกษามาร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนและประสบการณ์จากการเป็นพี่เลี้ยงของโครงการ เพราะการเรียนแบบ Active Learning เน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นหลัก ดังนั้น วิธีการสอนจึงต้องปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัย

          อย่างในระดับอาชีวะศึกษา และอุดมศึกษาอาจมีความท้าทายที่ค่อนข้างแตกต่างกัน คือนักเรียนอาชีวะศึกษานั้นจะถนัดเรื่องการลงมือปฏิบัติ จึงต้องเพิ่มเติมความรู้ในเชิงทฤษฎีเข้าไป ในทางกลับกัน เยาวชนในระดับอุดมศึกษาจะมีความรู้เชิงทฤษฎีที่ค่อนข้างแน่น แต่ขาดการลงมือปฏิบัติ หน้าที่ของอาจารย์จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำ ส่วนในระดับมัธยมศึกษานั้น กมลเนตร เกตุแก้ว อาจารย์จากโรงเรียนเทพมงคลรังสี จังหวัดกาญจนบุรี ผู้เคยเป็นพี่เลี้ยงระดับชั้นมัธยม ในโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้สู่ภูมิสังคมภาคตะวันตก ร่วมแบ่งปันเรื่องราวและมุมมองว่า การเรียนรู้แบบ Active Learning เปลี่ยนบทบาทให้นักเรียนเป็นผู้นำ และครูเป็นผู้ตาม จากผู้สอนกลายเป็นผู้เฝ้าดูและแนะนำเท่านั้น “ครูไม่ใช่ผู้กำหนดวิธีการเรียนรู้และไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้จากการลงพื้นที่ และได้รับบทเรียนผ่านการถอดบทเรียนในแต่ละวัน คิด แก้ปัญหา มานั่งเปิดใจคุยกัน ชอบวิธีการนี้มากกว่า และเขาบอกว่าเขาสามารถเข้าใจเนื้อหา และวิธีการแก้ปัญหาได้ดีกว่าเวลานั่งฟังครูหรือดูกระดาน” สำหรับสิ่งที่ยากในกระบวนการ Active Learning ระดับมัธยม อาจารย์กมลเนตร บอกว่า เป็นเรื่องการปลูกฝังทั้งความรักในการเรียนรู้ และสำนึกความเป็นพลเมือง ซึ่งค่อนข้างใช้ระยะเวลา โดยเฉพาะระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเพราะต้องคอยกระตุ้นให้เขาคิดเกิดกระบวนการเรียนรู้ ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยดูไม่ให้เขาคิดออกนอกกรอบเกินไปจนทำไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้ว กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning อาจนำไปปรับใช้ในระบบการศึกษาของไทยได้ เพียงแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนทั้งครู-อาจารย์ ผู้เรียน ผู้ปกครอง คนในชุมชน หน่วยงานเกี่ยวกับการศึกษา โดยเฉพาะผู้บริหารในกระทรวงซึ่งมีอำนาจในการกำหนดนโยบาย ต้องเข้าใจ เห็นความสำคัญ และช่วยกันเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างพลเมืองตื่นรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมได้ในที่สุด

          ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
7
นิเทศการจัดกิจกรรมกลุ่มสนใจ การทำตะกร้าหุ้มผ้าแฟนซี (หลักสูตร 3 ชม.)
วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2561
ณ ร้านดอนพุดดอกไม้งามว อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี
********************************

                วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2561 นิเทศการจัดกิจกรรมกลุ่มสนใจ ของ กศน.ตำบลดอนพุด วิชา การทำตะกร้าหุ้มผ้าแฟนซี (หลักสูตร 3 ชม.) ณ ร้านดอนพุดดอกไม้งาม อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี 



8
นิเทศการจัดกิจกรรมกลุ่มสนใจ การทำขนมเม็ดขนุน (หลักสูตร 3 ชม.)
วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2561
ณ กศน.ตำบลดงจะงาว อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี
********************************

                วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2561 นิเทศการจัดกิจกรรมกลุ่มสนใจ ของ กศน.ตำบลดงตะงาว วิชา การทำขนมเม็ดขนุน (หลักสูตร 3 ชม.) ณ กศน.ตำบลดงตะงาว อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี 


9
นิเทศการจัดกิจกรรมหลักสูตรระยะสั้น วิชาการเพาะเห็ดขอนขาว จำนวน 40 ชั่วโมง
วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2561
ณ ศูนย์เพาะเห็ดชุมชน ตำบลไผ่หลิ่ว  อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี
********************************

                วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2561 นิเทศการจัดกิจกรรมหลักสูตรระยะสั้น วิชาการเพาะเห็ดขอนขาว จำนวน 40 ชั่วโมง ของ กศน.ตำบลไผ่หลิ่ว ณ ศูนย์เพาะเห็ดชุมชน ตำบลไผ่หลิ่ว  อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี


10
นิเทศการจัดกิจกรรมหลักสูตรระยะสั้น วิชาธุรกิจการจัดดอกไม้ จำนวน 40 ชั่วโมง
วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2561
ณ ร้านดอนพุดดอกไม้งาม ตำบลดอนพุด อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี
********************************

                วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2561 นิเทศการจัดกิจกรรมหลักสูตรระยะสั้น วิชาธุรกิจการจัดดอกไม้ จำนวน 40 ชั่วโมง ของ กศน.ตำบลดอนพุด ณ ร้านดอนพุดดอกไม้งาม ตำบลดอนพุด อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี



หน้า: [1] 2 3 ... 10